ตัวเองก็ยังแทบจะจำไม่ได้ว่าใช้อันไหนไปแล้วบ้าง อันไหนซื้อมาตอนไหน กลายเป็นว่าเครื่องสำอางในกรุของสาวๆ มีทั้งใหม่และเก่าปนกัน ชิ้นไหนหมดอายุไปแล้วก็อาจจะไม่ทันได้สังเกต บางครั้งสาวๆ ก็อาจจะเผลอหยิบไปใช้ …นั่นล่ะค่ะ อันตรายกำลังจะมาเยือนสาวๆ แล้ว!!!
ทิ้งซะเครื่องสำอางหมดอายุ!!!
เพราะเครื่องสำอางที่หมดอายุอาจเป็นสาเหตุของปัญหาผิวหน้า เช่น สิว ฝ้า กระ หรือ ผื่นแพ้ต่างๆ ดังนั้น สาวๆ จึงควรสังเกตวันหมดอายุก่อนใช้ และถ้าชิ้นไหนหมดอายุแล้วก็ให้โละทิ้งอย่าเสียดาย
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้ให้ความรู้ว่าปัญหาที่น่ากลัวกว่าการเกิดสิวบนใบหน้าเนื่องจากการใช้เครื่องสำอางที่หมดอายุ ก็คือ อาจก่อให้เกิดโรคผิวหนังเรื้อรัง เยื่อบุตาอักเสบ ปากเปื่อย ฯลฯ … ด้วยเหตุนี้เองสาวๆ ถึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของวันหมดอายุยังไงล่ะคะ ...
ถ้าอย่างนั้นเรามาดูกันซิคะว่าเครื่องสำอางชิ้นไหนบ้างที่หมดอายุแล้ว
ทิ้งซะเครื่องสำอางหมดอายุ!!!
>>> เริ่มจากกลุ่มของเหลว รองพื้นมีอายุเพียง 1 ปีหลังเปิดใช้ ถ้าเป็นแบบผสมน้ำ แต่ถ้ามีน้ำมันผสมหยวนได้ถึง 1 ปีครึ่ง วิธียืดอายุให้เก็บไว้ในตู้เย็น ปิดฝาให้สนิท อย่าสัมผัสรองพื้นโดยตรงใช้แปรงหรือฟองน้ำดีที่สุด ถ้ามีกลิ่นเหม็นหืนหรือเนื้อครีมเปลี่ยนสีต้องทิ้งทันที
>>> กลุ่มลิควิดอายไลเนอร์และมาสคาร่าจะมีอายุสั้นที่สุดเพียง 3-6 เดือน หลังเปิดใช้ เนื่องจากด้ามแปรงที่ปัดขนตาเป็นที่สะสมของแบคทีเรีย วิธียืดอายุ ห้ามปั๊มมาสคาร่าเพราะจะทำให้อากาศเข้าวิธีใช้แค่ขยับแปรงกระทบด้ามเบาๆ 1 ทีก็พอ
>>> น้ำยาทาเล็บมีอายุ 1 ปี หลังเปิดใช้ เขย่าขวดบ่อยๆ ช่วยไม่ให้น้ำยาทาเล็บเกาะตัวกัน แต่ถ้าแข็งมากมีเคล็ดลับใช้น้ำยาล้างเล็บผสมลงไป เขย่าทำให้สีละลายเพิ่มอายุการใช้งาน
>>> น้ำหอม ถ้ายังไม่เปิดใช้เก็บให้ห่างแสงแดดและความร้อน มีอายุนานถึง 3 ปีแต่ถ้าใช้แล้วอยู่ได้ราว 1 ปีครึ่ง สังเกตถ้ามีกลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนหรือน้ำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแปลว่าหมดอายุ
>>> ต่อไปเป็นกลุ่มเนื้อครีม เช่น ลิปสติก ดินสอเขียนขอบปากขอบตา บรัชออนหรืออายแชโดว์แบบครีม มีอายุใช้งานหลังจากเปิดใช้นานถึง 2 ปี แต่ต้องพยายามอย่าใช้มือสัมผัสโดยตรง ควรใช้แปรงแต่ละประเภทแทน แต่ระวังลิปกลอสมีอายุใช้งานเพียง 1 ปีเท่านั้น โดยเฉพาะแบบจิ้มจุ่ม หากหมดอายุ สีและน้ำมันจะแยกชั้นเห็นชัดเจน รวมทั้งกลิ่นก็จะเปลี่ยนไป
ทิ้งซะเครื่องสำอางหมดอายุ!!!
>>> ส่วนสกินแคร์บำรุงผิว ให้ลองสังเกตวันหมดอายุข้างกล่อง ระบุคำว่า MFD หรือ MFG คือวันผลิต นับต่อใช้ได้หลังจากเปิดฝาประมาณ 1 ปี แต่ส่วนใหญ่ให้ดูสัญลักษณ์คล้ายรูปกระป๋องเปิดฝาที่ข้างขวด เช่น มีตัว เลข 12M อยู่ในกระป๋องแปลว่าหลังจากเปิดใช้มีอายุ 12 เดือน เป็นต้น
สำรวจตรวจสอบกันให้ดี ถ้าหากพบว่าชิ้นไหนหมดอายุแล้วก็ทิ้งได้เลยค่ะ อย่าเก็บได้เพราะว่าเสียดาย และครั้งต่อไปถ้าหากจะซื้อเครื่องสำอางอีกล่ะก็ต้องคิดให้ดีก่อนนะคะ ไม่อย่างนั้นซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ถึงเวลาหมดอายุก็ต้องทิ้งไปเปล่าๆ เสียดายเงินค่ะ ^^
:website dekd
วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ช่วงนี้
เฮ้อ
งานเยอะจิงๆ
จนไม่รุจะเริ่มต้นทำอะไรก่อนดี
แถมยังต้องห่วงเรื่อง ทำตามฝันให้เป็นจริงอีก
ไหนจะอยากทำในสิ่งที่ชอบ เพื่อผ่อนคลาย
ในชีวิตหนึ่งๆของคนเรา ทำไมมันมีน้อยนัก คนเราต้องใช้เวลาในการทำอะไรหลายๆ อย่างมากมาย
ทั้งทำตามหน้าที่ที่พึงกระทำแล้ว ยังต้องทำตามสิ่งที่ชอบ เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง
ทำไมมนุษย์มันช่างเป็นอะไรเช่นนี้
หากอยากให้ชีวิตนี้ดำรงอยู่ได้อย่างมีความสุข ก็คงต้องมองโลกในแง่ดีเข้าไว้
เพราะไม่ว่าเราจะมองตัวเอง หรือคนอื่น สิ่งอื่น เราก้รุสึกดี มีความสุขตลอดเวลา
แต่การจะทำได้อย่างนั้นจะทำได้บ่อยๆรึป่าว
งานเยอะจิงๆ
จนไม่รุจะเริ่มต้นทำอะไรก่อนดี
แถมยังต้องห่วงเรื่อง ทำตามฝันให้เป็นจริงอีก
ไหนจะอยากทำในสิ่งที่ชอบ เพื่อผ่อนคลาย
ในชีวิตหนึ่งๆของคนเรา ทำไมมันมีน้อยนัก คนเราต้องใช้เวลาในการทำอะไรหลายๆ อย่างมากมาย
ทั้งทำตามหน้าที่ที่พึงกระทำแล้ว ยังต้องทำตามสิ่งที่ชอบ เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง
ทำไมมนุษย์มันช่างเป็นอะไรเช่นนี้
หากอยากให้ชีวิตนี้ดำรงอยู่ได้อย่างมีความสุข ก็คงต้องมองโลกในแง่ดีเข้าไว้
เพราะไม่ว่าเราจะมองตัวเอง หรือคนอื่น สิ่งอื่น เราก้รุสึกดี มีความสุขตลอดเวลา
แต่การจะทำได้อย่างนั้นจะทำได้บ่อยๆรึป่าว
วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ถ้าหากคิ้วคุณผูกโบว์
>> อยู่ในโลกสมมุติให้น้อยลง อยู่กับความเป็นจริงมากขึ้น บางครั้งการอยู่กับตัวเองอาจจะทำให้เราตัดขาดจากโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งบางครั้งอาจจะทำให้เราสบายใจ แต่นั่นก็แค่ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้นล่ะค่ะ ยังไงซะในโลกของความจริงเราก็ยังต้องเจอปัญหาอีกมากมาย ถ้าสาวๆ เป็นคนที่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน จงลุกขึ้นแล้วพูดคุยกับคนอื่นบ้าง แม้เป็นการอยู่กับคนแปลกหน้าก็ช่วยกระตุ้นความรู้สึกเป็นสุขได้ (ลองสังเกตดูสิคะว่า เวลาดูหนังกับคนอื่นในโรงหนัง เราจะหัวเราะเสียงดังกว่าเวลาดูอยู่ที่บ้านซะอีก)
>> 1 2 3 4 ใครบ้างที่เราปลื้มอยู่ การเขียนรายชื่อสิ่งที่เรารู้สึกขอบคุณอาจฟังดูแปลก ๆ แต่วิธีนี้พิสูจน์แล้วว่าได้ผล ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าความจริงแล้ว การนับสิ่งดีๆ ที่พบอาจเป็นวิธีเดียวที่ช่วยวัดผลความสุขได้ดีที่สุด
>> สะสมสิ่งดีๆ เพื่อให้นึกถึงประสบการณ์ดีๆ สิ่งดีๆ ที่พบระหว่างวันว่าเป็นเสมือนลูกปัดที่ร้อยอยู่ในสาย ยิ่งพบยิ่งร้อยสายสร้อยที่เต็มไปด้วยลูกปัดสวยๆ ก็จะยิ่งยาวขึ้นจนประกอบเป็นสร้อยเส้นงามได้ … ลองนึกย้อนถึงการเก็บเกี่ยวสิ่งเหล่านั้น วิธีง่ายๆ แบบนี้ทำให้สาวๆ ความสนใจช่วงเวลาดีๆ แม้อาจจะเล็กน้อยที่สุด แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขใช่ไหมล่ะ??
>> นึกถึงสิ่งที่เป็นความทรงจำที่ไม่ใช่วัตถุ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าสาวๆ ต้องเลือกระหว่าง กระเป๋าแบรนด์เนมใบใหม่กับการหยุดพักร้อนกับครอบครัว พี่เหมี่ยวว่าสาวๆ น่าจะรีบลุกขึ้นจัดกระเป๋า เพราะแม้ว่าจะเป็นกระเป๋าแบรนด์เนมสุดไฮโซก็อาจกลายเป็นเรื่องธรรมดาเมื่อเวลาผ่านไป แต่ความทรงจำถึงช่วงเวลาดีๆ กับเพื่อน และผู้เป็นที่รักจะอยู่ไปตลอดกาลนะคะ
>> มองโลกด้วยอารมณ์ขัน "อารมณ์ขันช่วยชูรสอร่อยให้ทุกอย่าง" มาร์ทิน เซลิกมาน นักจิตวิทยา เคยตั้งข้อสังเกตไว้ เชื่อรึเปล่าคะว่าการดูรายการตลกไม่เคยทำให้สาวๆ ผิดหวัง จำไว้นะคะว่าพยายามยิ้มให้กับความไร้สาระของชีวิต และเวลาอ่านอะไรขำขันก็จงหัวเราะออกมาดังๆ ได้เลยค่ะ
ถ้าหากคิ้วคุณผูกโบ ...
>> หลบเข้าไปในโลกส่วนตัวที่ปลอดความเครียด นึกถึงสถานที่ให้ความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย และเป็นสุขเสมอ ทีนี้เวลาที่สาวๆ รู้สึกเครียดและทุกข์ใจให้นึกถึงสถานที่นั้น พร้อมกับให้มีรายละเอียดมากที่สุดนึกถึงกลิ่นโลชั่นกันแดด สัมผัสไอแดด เสียงน้ำทะเล หรือการเดินท่องไปในป่า ภาพเหล่านี้จะช่วยสร้างความรู้สึกและกำลังใจดีๆ ให้สาวๆ ได้ค่ะ
ถ้าหากคิ้วคุณผูกโบ ...
>> มองโลกแบบมีน้ำตั้งครึ่งแก้ว เป็นสาวยุคนี้ต้องคิดบวกค่ะ พยายามมองเรื่องต่างๆ ในด้านดีเข้าไว้ ถึงแม้ว่าจะรู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตตอนนี้เป็นช่วงขาลง แต่ถ้าหยุดและประเมินอย่างตรงไปตรงมา เราอาจจะเห็นว่าจริงๆ แล้วชีวิตก็ยังดีด้านดีๆ อยู่บ้างล่ะน่า
>> ไอเดียดีๆ ยังมีในตัวคุณ นึกย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่สาวๆ มีเวลาแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ สาวๆ เคยอยู่ในวงดนตรีบ้างไหม เขียนกลอนบ้างหรือไม่ ชอบซ่อมหรือแต่งรถเองไหม จำความรู้สึกที่ง่วนกับอะไรจนลืมเวลาได้หรือไม่ ทำไมไม่หยิบดินสอกับกระดาษขึ้นมาวาดรูปดูล่ะ การแสดงออกอย่างร่าเริงจะนำความสุขมาให้ได้
ถ้าหากคิ้วคุณผูกโบ ...
>> คิดดีทำดี การกระทำที่ทำด้วยความเมตตาและความตั้งใจจริง แม้จะเล็กน้อยก็ยังความสุขใจแก่ผู้ให้มากพอๆ กับผู้รับ
>> ลงมือทันที แทนที่จะรอไปฉลองเหตุการณ์สำคัญๆ ทำไมไม่ทำวันนี้ล่ะ ทำขนมเค้กเพราะอยากทำ พาใครบางคนออกไปกินมื้อเที่ยง ซื้อยาทาเล็บสีชมพู ดื่มฉลองให้วันดีๆ ลงมือทันทีและขอให้มีความสุขนะคะ
จาก เวบเด็กดี
>> 1 2 3 4 ใครบ้างที่เราปลื้มอยู่ การเขียนรายชื่อสิ่งที่เรารู้สึกขอบคุณอาจฟังดูแปลก ๆ แต่วิธีนี้พิสูจน์แล้วว่าได้ผล ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าความจริงแล้ว การนับสิ่งดีๆ ที่พบอาจเป็นวิธีเดียวที่ช่วยวัดผลความสุขได้ดีที่สุด
>> สะสมสิ่งดีๆ เพื่อให้นึกถึงประสบการณ์ดีๆ สิ่งดีๆ ที่พบระหว่างวันว่าเป็นเสมือนลูกปัดที่ร้อยอยู่ในสาย ยิ่งพบยิ่งร้อยสายสร้อยที่เต็มไปด้วยลูกปัดสวยๆ ก็จะยิ่งยาวขึ้นจนประกอบเป็นสร้อยเส้นงามได้ … ลองนึกย้อนถึงการเก็บเกี่ยวสิ่งเหล่านั้น วิธีง่ายๆ แบบนี้ทำให้สาวๆ ความสนใจช่วงเวลาดีๆ แม้อาจจะเล็กน้อยที่สุด แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขใช่ไหมล่ะ??
>> นึกถึงสิ่งที่เป็นความทรงจำที่ไม่ใช่วัตถุ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าสาวๆ ต้องเลือกระหว่าง กระเป๋าแบรนด์เนมใบใหม่กับการหยุดพักร้อนกับครอบครัว พี่เหมี่ยวว่าสาวๆ น่าจะรีบลุกขึ้นจัดกระเป๋า เพราะแม้ว่าจะเป็นกระเป๋าแบรนด์เนมสุดไฮโซก็อาจกลายเป็นเรื่องธรรมดาเมื่อเวลาผ่านไป แต่ความทรงจำถึงช่วงเวลาดีๆ กับเพื่อน และผู้เป็นที่รักจะอยู่ไปตลอดกาลนะคะ
>> มองโลกด้วยอารมณ์ขัน "อารมณ์ขันช่วยชูรสอร่อยให้ทุกอย่าง" มาร์ทิน เซลิกมาน นักจิตวิทยา เคยตั้งข้อสังเกตไว้ เชื่อรึเปล่าคะว่าการดูรายการตลกไม่เคยทำให้สาวๆ ผิดหวัง จำไว้นะคะว่าพยายามยิ้มให้กับความไร้สาระของชีวิต และเวลาอ่านอะไรขำขันก็จงหัวเราะออกมาดังๆ ได้เลยค่ะ
ถ้าหากคิ้วคุณผูกโบ ...
>> หลบเข้าไปในโลกส่วนตัวที่ปลอดความเครียด นึกถึงสถานที่ให้ความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย และเป็นสุขเสมอ ทีนี้เวลาที่สาวๆ รู้สึกเครียดและทุกข์ใจให้นึกถึงสถานที่นั้น พร้อมกับให้มีรายละเอียดมากที่สุดนึกถึงกลิ่นโลชั่นกันแดด สัมผัสไอแดด เสียงน้ำทะเล หรือการเดินท่องไปในป่า ภาพเหล่านี้จะช่วยสร้างความรู้สึกและกำลังใจดีๆ ให้สาวๆ ได้ค่ะ
ถ้าหากคิ้วคุณผูกโบ ...
>> มองโลกแบบมีน้ำตั้งครึ่งแก้ว เป็นสาวยุคนี้ต้องคิดบวกค่ะ พยายามมองเรื่องต่างๆ ในด้านดีเข้าไว้ ถึงแม้ว่าจะรู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตตอนนี้เป็นช่วงขาลง แต่ถ้าหยุดและประเมินอย่างตรงไปตรงมา เราอาจจะเห็นว่าจริงๆ แล้วชีวิตก็ยังดีด้านดีๆ อยู่บ้างล่ะน่า
>> ไอเดียดีๆ ยังมีในตัวคุณ นึกย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่สาวๆ มีเวลาแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ สาวๆ เคยอยู่ในวงดนตรีบ้างไหม เขียนกลอนบ้างหรือไม่ ชอบซ่อมหรือแต่งรถเองไหม จำความรู้สึกที่ง่วนกับอะไรจนลืมเวลาได้หรือไม่ ทำไมไม่หยิบดินสอกับกระดาษขึ้นมาวาดรูปดูล่ะ การแสดงออกอย่างร่าเริงจะนำความสุขมาให้ได้
ถ้าหากคิ้วคุณผูกโบ ...
>> คิดดีทำดี การกระทำที่ทำด้วยความเมตตาและความตั้งใจจริง แม้จะเล็กน้อยก็ยังความสุขใจแก่ผู้ให้มากพอๆ กับผู้รับ
>> ลงมือทันที แทนที่จะรอไปฉลองเหตุการณ์สำคัญๆ ทำไมไม่ทำวันนี้ล่ะ ทำขนมเค้กเพราะอยากทำ พาใครบางคนออกไปกินมื้อเที่ยง ซื้อยาทาเล็บสีชมพู ดื่มฉลองให้วันดีๆ ลงมือทันทีและขอให้มีความสุขนะคะ
จาก เวบเด็กดี
วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
7 นิสัยทำสุขภาพเสีย
เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ใครว่าไม่สำคัญ ยิ่งนิสัยทำลายสุขภาพด้วยแล้ว หากทำเป็นประจำ สุขภาพอาจเสื่อมโทรม หรือพาลให้เป็นโรคภัยไข้เจ็บได้ ไปเช็คตัวเองกันดีกว่า
ไม่ใช้ไหมขัดฟัน การไม่ใช้ไหมขัดฟันทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเกี่ยวกับเหงือก และส่งผลให้สุขภาพฟันไม่แข็งแรง นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยมากมายที่สนับสนุนว่าท็อกซินจากแบคทีเรียบริเวณเหงือกสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและอาจทำให้เป็นโรคหัวใจได้
นอนทั้งยังใส่คอนแทคเลนส์ มีการศึกษาพบว่าการนอนทั้งที่ยังมีคอนแทคเลนส์อยู่เพิ่มการติดเชื้อที่ดวงตาถึง 10 เท่า
ไม่ได้ล้างเครื่องสำอาง การนอนทั้งที่ยังไม่ได้ล้างเครื่องสำอางนั้นเป็นการเพิ่มอัตราป่วยเป็นภูมิแพ้ได้ นอกจากนี้ยังเพิ่มตัวกระตุ้นการเกิดสิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องสำอางที่มีน้ำมันเป็นพื้นฐาน
ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำ การสวมรองเท้าส้นสูงเป็นประจำเป็นการลงน้ำหนักตัวที่ไม่สมดุล มีผลเสียต่อกระดูกและกล้ามเนื้อขาและเท้า อาจทำให้ข้อเสื่อมก่อนวัยได้
เคี้ยวหมากฝรั่งทั้งวัน หากเคี้ยวหมากฝรั่งที่มีซอร์บิทอลตลอดทั้งวัน อาจทำ ให้ท้องอืดท้องเฟ้อ หรือเกิดอาการท้องเสียได้
ทาครีมกันแดดทุกวัน การทาครีมกันแดดต่อเนื่องเป็นตัวลดจำนวนวิตามินดีที่ ร่างกายจะสร้างขึ้นในแต่ละวัน ซึ่งทำให้เกิดอาการเครียดหรือเป็นโรคกระดูกพรุนตามมา
โทรศัพท์ก่อนนอน ตามรายงานของนักวิทยาศาสตร์ประเทศสวีเดน รังสีที่แผ่ออก จากเครื่องโทรศัพท์มือถือ ทำให้นอนไม่หลับหรือไม่สามารถหลับลึกได้ และทำให้รู้สึกปวดหัวได้
from ขีวจิต
ไม่ใช้ไหมขัดฟัน การไม่ใช้ไหมขัดฟันทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเกี่ยวกับเหงือก และส่งผลให้สุขภาพฟันไม่แข็งแรง นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยมากมายที่สนับสนุนว่าท็อกซินจากแบคทีเรียบริเวณเหงือกสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและอาจทำให้เป็นโรคหัวใจได้
นอนทั้งยังใส่คอนแทคเลนส์ มีการศึกษาพบว่าการนอนทั้งที่ยังมีคอนแทคเลนส์อยู่เพิ่มการติดเชื้อที่ดวงตาถึง 10 เท่า
ไม่ได้ล้างเครื่องสำอาง การนอนทั้งที่ยังไม่ได้ล้างเครื่องสำอางนั้นเป็นการเพิ่มอัตราป่วยเป็นภูมิแพ้ได้ นอกจากนี้ยังเพิ่มตัวกระตุ้นการเกิดสิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องสำอางที่มีน้ำมันเป็นพื้นฐาน
ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำ การสวมรองเท้าส้นสูงเป็นประจำเป็นการลงน้ำหนักตัวที่ไม่สมดุล มีผลเสียต่อกระดูกและกล้ามเนื้อขาและเท้า อาจทำให้ข้อเสื่อมก่อนวัยได้
เคี้ยวหมากฝรั่งทั้งวัน หากเคี้ยวหมากฝรั่งที่มีซอร์บิทอลตลอดทั้งวัน อาจทำ ให้ท้องอืดท้องเฟ้อ หรือเกิดอาการท้องเสียได้
ทาครีมกันแดดทุกวัน การทาครีมกันแดดต่อเนื่องเป็นตัวลดจำนวนวิตามินดีที่ ร่างกายจะสร้างขึ้นในแต่ละวัน ซึ่งทำให้เกิดอาการเครียดหรือเป็นโรคกระดูกพรุนตามมา
โทรศัพท์ก่อนนอน ตามรายงานของนักวิทยาศาสตร์ประเทศสวีเดน รังสีที่แผ่ออก จากเครื่องโทรศัพท์มือถือ ทำให้นอนไม่หลับหรือไม่สามารถหลับลึกได้ และทำให้รู้สึกปวดหัวได้
from ขีวจิต
วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ของหวาน ความอร่อยที่ต้องระวัง
เด็กกับของหวานนี่เป็นของที่แยกกันไม่ได้เลย ความหวานทำให้เกิดความสดชื่น จนบางคนถือว่าการได้กินของหวานทำให้แจ่มใสมีความสุข และเกิดอาการติดได้ สิ่งที่เกิดขึ้นว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์ก็ไม่น่ามีอะไรที่เป็นปัญหามาก แต่ตามหลักทางพุทธของเราอะไรที่มากเกินไปก็มักมีปัญหาทั้งนั้นครับ แล้วเด็กจะมีปัญหาอะไรบ้าง เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังเรื่องของหวาน ๆ นี่ตามธรรมชาติก็เป็นสิ่งที่น่าอภิรมย์สำหรับเด็กและทุกคน เนื่องจากน้ำตาลซึ่งมีรสหวานจะถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดสูงขึ้นมาในระดับที่ร่างกายต้องการ การกินน้ำตาลมักทำให้อารมณ์ดี มีความกระปรี้กระเปร่าแม้ในขณะที่หิวมาก ๆ ก็ยังรู้สึกดีขึ้นมากถ้าได้กินน้ำตาลหรือน้ำหวานสักแก้ว ปัญหาก็คือเมื่อกินของที่มีรสหวานก็จะเกิดความอยากบ่อยขึ้นและจะเกิดการติดใจเลยกินไม่เลิก ตอนนี้แหละครับลำบาก ในเด็กนี่เร็วมากครับพอได้ลิ้มชิมรสหวานแล้วละก็ ไม่เอาแล้วของรสจืด เลิกกินกันไปเลย ปัญหาก็คือของที่เราป้อนไม่ว่าจะเป็นข้าว นม ก็เป็นของจืดทั้งนั้น เด็กก็เลยพาลไม่ยอมกินกันเลย จะกินแต่ของหวาน นาน ๆ เข้าก็เลยต้องใส่น้ำตาลในอาหารทุกอย่าง หรือแม้แต่นมก็ต้องมีรสหวาน ทีนี้แหละครับ ปัญหาก็ตามมาเป็นพรวนเลยเมื่อเด็กกินของหวานเข้า โดยทั่วไปผู้ใหญ่มักจะคิดว่าเด็กจะกินได้มากขึ้น แต่ในเด็กที่ผอมและกินอาหารยากกลับกินไม่ลง ในทางตรงกันข้ามในเด็กที่อ้วนกลับกินไม่พอ เนื่องจากเด็กที่ผอมระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นจะไปทำให้ระดับฮอร์โมนอินซูลินสูงขึ้น เจ้าฮอร์โมนตัวนี้ทำหน้าที่สองอย่างครับ คือทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงเนื่องจากน้ำตาลถูกนำไปใช้ หน้าที่อีกอย่างก็คือไปกดความต้องการอาหารในเด็ก ในขณะที่เด็กอ้วนนั้นระดับอินซูลินไม่สามารถระงับความต้องการอาหารได้ ก็เลยกินเอา กินเอาไม่ยอมหยุดด้วย ความเอร็ดอร่อย ทีนี้ที่คิดว่าจะแก้ปัญหาให้กินได้มากขึ้นในเด็กผอมก็เลยกลายเป็นสร้างปัญหาไป นอกจากนี้น้ำตาลหวาน ๆ พวกนี้ก็ยังสร้างปัญหาโลกแตกให้คุณหมอฟันมากเลยครับ ลองคิดดูว่าถ้าเด็กเล็กโดยเฉพาะที่อายุน้อยกว่า 3 ขวบนี่ จะแปรงฟันทีก็ยากเย็นแสนเข็ญ ถ้าติดนมหวาน ขนมหวาน แถมติดขวดนมอีก แย่แน่ เพราะจะต้องฟันผุแน่นอนครับ ปัญหาเป็นปัญหาใหญ่มากจนทำให้ที่ประเทศสิงคโปร์โฆษณาชวนเชื่อให้เด็กเลิกของหวานกันเลย แถมในรัฐแคลิฟอร์เนียก็มีข่าวแว่ว ๆ ว่าอาจไม่ให้ขายน้ำโค้ก แสดงว่าเขาเอาจริงครับ แต่ในประเทศเราท่าทางจะยากเนื่องจากความเข้าใจเรื่องนี้มีน้อย ขนาดนมในโรงเรียนยังเป็นนมหวานเลยครับ แต่ก็เป็นที่น่ายินดีที่มีข่าวว่าอีกไม่นาน นมโรงเรียนจะเปลี่ยนเป็นนมจืดทั้งหมดแล้ว แหม น่าดีใจแทนเด็ก ๆ ความหวานนี่เคยมีคนพิสูจน์มาแล้วว่าทำให้เด็กค่อนข้างซุกซนผิดปกติ แถมยังไม่ค่อยมีสมาธิกับการเรียน ถึงแม้ว่าการศึกษาระยะหลัง ๆ ไม่ค่อยสนับสนุนนัก แต่ก็มีคนที่ค่อนข้างเชื่อว่า สมาธิกับของหวานน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกัน ก็คงต้องรองานวิจัยที่แน่ชัดต่อไป แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ ความหวานมีส่วนทำให้เด็กที่อ้วนอยู่แล้ว อ้วนมากขึ้น และอ้วนง่าย เนื่องจากความหวานมีรสอร่อย เด็กก็เลยกินมากเป็นธรรมดา ยิ่งอร่อยยิ่งอยากกิน จนในที่สุดก็อ้วนฉุ เอ บาคนถามว่าน้ำตาลอ้วนได้ยังไง ก็ขอเล่าแจ้งแถลงไปให้ทราบกันเลยว่าน้ำตาลนี่เปลี่ยนไปเป็นไขมันได้นะครับ พออ้วนมาก ๆ เข้า ก็ทำให้มีโอกาสเกิดปัญหาต่าง ๆ มากมาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สำหรับรายละเอียดของโรคเหล่านี้ผมก็เล่าแจ้งไปบ้างใน Health Today ฉบับก่อน ๆ แล้วนะครับ มีคนมักถามว่าผลไม้หวาน ๆ ล่ะ? กินได้มั้ย คำตอบก็คือว่า ความจริง ถ้ากินผลไม้กันเป็นผล ๆ และกินไม่มากจนเกินไป ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะผลไม้ที่กินทั้งผลมักจะได้กากใยด้วย ซึ่งเป็นผลดีต่อลำไส้และการขับถ่าย แถมทำให้การดูดซึมไม่เร็วไปนัก แต่คนเดี๋ยวนี้ขี้เกียจเคี้ยวกัน จะกินผลไม้ก็ต้องกินแต่น้ำ จะกินผักก็กินแต่น้ำผัก ผมว่าท่าทางจะขี้เกียจเคี้ยวมากไปหน่อย ก็เลยทำให้อดกินของดี ๆ อีกหลายอย่างที่มีในผักและผลไม้ เดี๋ยวนี้เครื่องคั้นผลไม้แบบแยกกากมีขายกันเกร่อ ทำให้กินกันแต่น้ำผลไม้ไม่กินกากกันเลย ความจริงกากผลไม้นั่นแหละครับของดี ส่วนน้ำผลไม้นั่นไม่เท่าไหร่ มีวิตามินนิดหน่อยกับน้ำตาลก็เท่านั้นเอง ถ้ากินมาก ๆ ไปก็ไม่ใช่ว่าจะดีนะครับ บางคนกินน้ำผลไม้วันละเป็นลิตร ๆ เลยได้น้ำตาลไปมากเกินควร ก็อ้วนได้นะครับก็เล่าสู่กันฟังสำหรับของหวานกับเด็ก ผมว่าความจริงแม้ว่าเด็กกับของหวานจะเป็นของคู่กันก็ตาม แต่ก็ไม่จำเป็นต้องให้เด็กกินหรือรู้จักขนมหวานมากนัก อาจให้เด็กกินผลไม้และอาหารที่มีรสหวานได้บ้าง แต่ก็ไม่ควรมากหรือบ่อยเกินไป การกินอาหารรสไม่จัดน่าจะเป็นประโยชน์กับเด็กมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นความเชื่อที่ว่าการกินนมที่มีรสหวานจะทำให้เด็กสามารถกินนมได้มากขึ้นนั้นไม่เป็นจริงอย่างที่คิด แถมยังมีผลเสียมากมาย ที่สำคัญบางคนให้เด็กกินนมเปรี้ยว และโยเกิร์ต ด้วยความหวังว่าเด็กจะได้กินนมบ้าง แต่ไม่ทันคิดว่านมเปรี้ยว และโยเกิร์ต ที่ขายตามท้องตลาดนั้นมีเนื้อนมแค่ประมาณครึ่งเดียว แต่มีน้ำตาลค่อนข้างสูงเด็กทีกิ่นแล้วเลยพาลไม่กินข้าวไปเลย
จาก เวบ numwan.com
จาก เวบ numwan.com
วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
เทคนิคการผ่อนคลายตนเอง
1. ปัจจุบัน คือสิ่งที่สำคัญที่สุด - บ่อยแค่ไหนที่คุณมักจะพบว่าคุณเป็นกังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น คนส่วนมากมักจะมีความวิตกกังวลในเรื่องของอนาคต แต่ในความเป็นจริงแล้วการวิตกกังวลไป ก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้เลย ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มักจะอยู่ในโลกแห่งอดีตหรืออนาคต คุณก็จะไม่สามารถผ่อนคลายได้เลย ฉะนั้นถ้าคุณต้องการผ่อนคลายอย่างแท้จริงคุณจะต้องมีสติอยู่กับปัจจุบัน เราเท่าทันตนเองอยู่เสมอ2. สิ่งแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญ - ที่ที่คุณอยู่ หรือสภาพแวดล้อมที่คุณต้องเจอก็ส่งผลต่อจิตใจของคุณเช่นเดียวกัน หลายๆคนอาจไม่ได้ตระหนักถึงปัจจัยนี้ แต่ถ้าสังเกตให้ดี การอยู่มรบางที่ มันก็ยากที่จะรู้สึกผ่อนคลายได้ คราวนี้ เริ่มมองไปที่รอบตัวคุณ ถ้าคุณเห็นสิ่งที่คอยเตือนใจให้คุณทำโน่นทำนี้ คุณคงต้องลงมือทำอะไสักอย่างกับห้องของคุณแล้วเจ้าพวกของที่คอยกวนใจคุณเป็นเหมือนภาระ หนักของจิตใจคุณ จัดการจัดห้องให้เป็นระเบียบและเก็บมันไปให้พ้นหูพ้นตา หาของประดับห้องให้มีความรื่นรมณ์มากขึ้น คุณอาจยอมเสียเงินซื้อเครื่องฟอกอากาศสักเครื่อง หรือเทียนหอมมาจุด ก็ช่วยให้คุณผ่อนคลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ แถมยังเป็นการเพิ่มประสิทธืภาพในการทำงานของคุณอีกด้วย3. การทำสมาธิ - ระหว่างที่เรามีสมาธิ จิตของเราจะอยู่ในความเงียบ สงบ และรู้สึกผ่อนคลายอย่างแท้จริง การทำสมาธิสอนให้เรารู้จักจัดระเบียบของความคิดที่ยุ่งเหยิงของเรา ขณะที่มีสมาธิ จิตของเราจะหยุดนิ่ง ซึ่งนำมาซึ่งความสงบและความเบิกบาน การทำสมาธิจึงเป็นการผ่อนคลายที่ดีที่สุด คุณลองหาเวลาวันละ 10 - 15 นาทีเพื่อทำสมาธิ แล้วคุณจะรู้ว่าโลกแห่งความสงบและผ่อนคลายที่แท้จริงเป็นอย่างไร4. ช้าๆได้พร้าเล่มงาม - การผ่อนคลายไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องปล่อยกายปล่อบใจอยู่ในสปา หรือบนชายหาดตลอดทั้งวัน เราจะต้องเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายท่านกลางกิจกรรมปกติของเรา การจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่จะทำอย่างเป็นระบบ ทำงานเป็นขั้นเป็นตอน จะช่วยให้คุณทำงานสบายขึ้น และได้ผลงานที่มากขึ้น ในขณะที่คุญทำหลายสิ่งในเวลาเดียวกัน ความสบสนวุ่นวายก็จะเกิดขึ้น แล้วคุณก็จะไม่รู้สึกถึงการผ่อนคลายได้เลย เริ่มทำงานที่สำคัญมากที่สุดและเร่งที่สุดก่อน และวค่อยๆทำงานที่สำคัญลอองลงมา ค่อยๆทำอย่างรอบคอบ อย่ากดดันตัวเองให้ต้องทำงานให้มากที่สุด การทำวิธีนี้จะช่วยให้คุณทำงานถูกต้องมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ความสบายใจมีมากขึ้น นี่แหละคือรางวัลที่ยิ่งใหญ่สำหรับคุณ5. อย่าขึ้นผูกติดกับความคิดเห็นของคนอื่น - บ่อยแค่ไหนที่คุณยึดติดกับความคิดของคนอื่น ตอนที่เรากังวลว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร จะพูดอน่างไร นั้นก็คือเราได้สร้างภารทางใจให้กับตัวเอง เพราะลึกๆแล้ว เราพยายามต้องสนองความต้องการของคนอื่นอยู่ เราก็จะกดดันตัวเองและก็จะไม่มีทางที่จะผ่อนคลายเลย คุณรู้ไหมว่า คนอื่นก็มักจะคอยจับผิดเรา เราจะไม่มีทางดีพอสำหรับคนอื่นได้ ดังนั้น จงอย่าผูกติดตัวเองกับคำวิภากษ์วิจารณ์ของคนอื่นไม่ว่าจะเป็นในทางบวกหรือลบไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สนใจความคิด เห็นของคนอื่น แต่หมายความว่า เราอย่าาทำให้ตัวเราต้องรู้สึกสนวุ่นวายใจเพียงเพราะความเห็นของคนอื่น เรารับฟังและนำมาคิดด้วยสติอย่างมีเหตุมีผล มันอาจจะทำยาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะรู้ว่าคุณยึดติดกับความคิดผู้อื่นน้อยลงเรื่อยๆ6. ให้เวลากับตัวเอง - แบ่งเวลางานและเวลาส่วนตัวออกจากกันอย่างชัดเจน มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่คุณจะว่างตลอด 24 ชั่วดมงเพื่อใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า หัวหน้า หรือแม้กระทั่งเพื่อน จงรับโทรศัพท์หรือตอบ email ลูกค้า หรือหัวหน้าในเวลทำงานเท่านั้น เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งกวนใจ และบั่นทอนพลังกายและใจของคุณ7. การเปลี่ยนแปลงก็ดีไม่แพ้การพักผ่อน - ชีวิตเราคงไม่ดีแน่ถ้าเหมืนละครที่เล่นซ่ำไปซ่ำมา ถ้าคุณพบว่าคุณติดอยู่ในบ่วงของการทำสิ่งที่จำเจทุกวัน ถึงเวลาที่คุณต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้สหล่ะ เช่น ถ้าคุณดูโทรทัศน์หรือท่องอินเตอร์เน็ตหลังอาหารเย็นทุกวัน วันนี้คุณลองเปลี่ยนมาเดินเล่นรอบหมู่บ้านดูบ้าง การได้ทำสิ่งอะไรใหม่ๆ พบเห็นสิ่งใหม่ๆ จะช่วยให้คุณผ่อนคลายได้อย่างไม่รู้ตัวการผ่อนคลายง่ายเหมือนแค่การหายใจเมื่อใดที่คุณรู้สึกเครียดหรือกดดัน คุณลองกำหนดลมหายใจเข้า-ออก หายใจอย่างนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ แค่นี้คุณก็จะรู้สึกถึงความผ่อนคลายได้ไม่ยาก
from sanook
from sanook
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ผ่อนคลายสบายเท้า
โดยสิ่งที่ต้องใช้นั้นการทำสปานั้นก็สามารถหาได้ง่ายๆ ในครัวค่ะ อ๊ะอย่าเพิ่งงงก็ "มะขามเปียก" ยังไงล่ะค่ะ มะขามเปียกกับสบู่เหลวคือสิ่งที่เราจะใช้ในการทำสปาค่ะ รับรองว่าสาวๆ คนไหนที่มีปัญหาส้นเท้าแตกหรือเท้าแห้งเป็นขุยล่ะก็การทำสปาด้วยวิธีนี้จะทำให้ปัญหานั้นหมดไปค่ะ
ส่วนวิธีทำก็คือ ก่อนอื่นให้สาวๆ นำมะขามเปียกมาแช่น้ำอุ่นให้เปื่อยเล็กน้อย แล้วนำมาขัดเท้าค่ะ ตามด้วยสบู่เหลว(หรือถ้าไม่มีก็ใช้สบู่ก้อนก็ได้นะคะ) เลือกกลิ่นของสบู่ตามชอบเลยคะ จากนั้นก็ขัดไปเรื่อยๆ ให้รู้สึกผ่อนคลายสบายเท้าคะ สาวๆ อาจจะใช้แปรงสีฟันเก่าๆ (รีไซเคิล) เอามาถูไปถูกมาบริเวณที่แตกคะ จากนั้นล้างน้ำให้สะอาดให้เรียบร้อย
ขั้นตอนต่อมาก็ให้นำเอาสำลีชุบโทนเนอร์ มาเช็ดบริเวณส้นเท้านะคะ เห็นรึเปล่าล่ะคะว่ารู้สึกสบายและสดชื่นบริเวณเท้าจริงๆ เลยล่ะค่ะ
ผ่อนคลายสบายเท้า
ผ่อนคลายสบายเท้า
จากนั้นก็ครีมชนิดเข้มข้นอย่าง moiturizer โลชั่นน้ำนม ยี่ห้ออะไรก็ได้คะที่มีอยู่ที่บ้าน อาจจะเป็นครีมเก่าๆ ก็ได้ อย่างเช่น ครีมที่เข้ากับหน้าเราไม่ได้แต่เราชอบซื้อเพราะโฆษณาโดนใจ อะไรทำนองนั้นแหละคะ เท้าของเราน่ะรับได้หมดล่ะค่ะ จากนั้นก็ทำการนวดนะคะ
พอนวดจนรู้สึกว่าครีมเข้าที่แล้ว เราก็จะสังเกตได้เลยค่ะว่า เท้าของเราจะดูดี๊ ดี ดูเป็นเท้าดูดี มีสง่า สวย ขาว สะอาด สบายคะ อาทิตย์นึงทำซัก 2-3 ครั้ง แค่นี้เท้าของเราก็จะมีสุขภาพดีแล้วล่ะค่ะ
from dekd
ส่วนวิธีทำก็คือ ก่อนอื่นให้สาวๆ นำมะขามเปียกมาแช่น้ำอุ่นให้เปื่อยเล็กน้อย แล้วนำมาขัดเท้าค่ะ ตามด้วยสบู่เหลว(หรือถ้าไม่มีก็ใช้สบู่ก้อนก็ได้นะคะ) เลือกกลิ่นของสบู่ตามชอบเลยคะ จากนั้นก็ขัดไปเรื่อยๆ ให้รู้สึกผ่อนคลายสบายเท้าคะ สาวๆ อาจจะใช้แปรงสีฟันเก่าๆ (รีไซเคิล) เอามาถูไปถูกมาบริเวณที่แตกคะ จากนั้นล้างน้ำให้สะอาดให้เรียบร้อย
ขั้นตอนต่อมาก็ให้นำเอาสำลีชุบโทนเนอร์ มาเช็ดบริเวณส้นเท้านะคะ เห็นรึเปล่าล่ะคะว่ารู้สึกสบายและสดชื่นบริเวณเท้าจริงๆ เลยล่ะค่ะ
ผ่อนคลายสบายเท้า
ผ่อนคลายสบายเท้า
จากนั้นก็ครีมชนิดเข้มข้นอย่าง moiturizer โลชั่นน้ำนม ยี่ห้ออะไรก็ได้คะที่มีอยู่ที่บ้าน อาจจะเป็นครีมเก่าๆ ก็ได้ อย่างเช่น ครีมที่เข้ากับหน้าเราไม่ได้แต่เราชอบซื้อเพราะโฆษณาโดนใจ อะไรทำนองนั้นแหละคะ เท้าของเราน่ะรับได้หมดล่ะค่ะ จากนั้นก็ทำการนวดนะคะ
พอนวดจนรู้สึกว่าครีมเข้าที่แล้ว เราก็จะสังเกตได้เลยค่ะว่า เท้าของเราจะดูดี๊ ดี ดูเป็นเท้าดูดี มีสง่า สวย ขาว สะอาด สบายคะ อาทิตย์นึงทำซัก 2-3 ครั้ง แค่นี้เท้าของเราก็จะมีสุขภาพดีแล้วล่ะค่ะ
from dekd
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
