นำช้อนกาแฟที่เรารับประทานกันอยู่ทุกวัน นำไปจุ่มในถ้วยกาแฟ และนำไปแช่ในช่องฟิตของตู้เย็น จากนั้นทิ้งช้อนไว้ประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วจึงนำออกมา ครอบไว้ที่ดวงตาทั้ง 2 ข้างจนหมดความเย็น ทำทุกวันหลังล้างหน้าเสร็จ แล้วดวงตาที่หมองคล้ำของคุณก็จะสดใสไร้ความหมองคล้ำ
วิธีนวดใต้บริหารรอบดวงตา
ใช้ปลายนิ้วกลางและนาง ยืดคิ้วออกด้านข้าง 3 ครั้ง ใช้นิ้วกลางของทั้งสองข้างหมุนวนรอบดวงตาพร้อม ๆ กัน โดยวนตามเข็มนาฬิกา และทุกครั้งให้หยุดกดบริเวณหัวคิ้ว ทำแบบนี้ซ้ำ ๆ จำนวน 4-6 รอบ ใช้นิ้วกลางกดจุดไล่ตั้งแต่หัวคิ้วถึงขมับ จำนวน 3 รอบ กดจุดไล่ลงมาที่บริเวณใต้ตา ไล่ตั้งแต่หัวตาถึงหางตา 3 รอบ ใช้นิ้วหลางนวดที่บริเวณขมับ หมุนเป็นรูปเลขแปด ทำซ้ำ อีก 6 รอบ จากนั้นทำตามขั้นตอนข้างต้น ทั้งหมด อีก 3 รอบ จากนั้นนำมือทั้งสองปิดที่ดวงตา ลากน้ำหนักที่ปลายนิ้วออกไปที่ด้านข้างกรอบหน้า แล้วจึงค่อย ๆ ยกฝ่ามือออกจากหน้า
from kapook.com
วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เลือกทรงผมให้เข้ากับรูปร่าง
เลือกทรงผมใช่ว่าจะดูที่โครงหน้าอย่างเดียวนะคะ ต้องดูที่รูปร่างของเราด้วยว่าเหมาะกับทรงผมทรงไหน วันนี้เราเอาเคล็ดลับการเลือกทรงผมให้เข้ากับรูปร่างมาฝากสาว ๆ กันค่ะ
สาวผอมสูง
ทรงผมที่เหมาะคือผมยาวค่ะ หรือหากชอบผมสั้นก็ได้เช่นกัน แต่ความยาวควรอยู่ระดับคาง หากสั้นมากไปกว่านี้จะทำให้คุณดูเป็นคนที่หัวเล็กคอยาว ผมยาวเวิร์คกว่าค่ะ อาจจะดัดเล็กน้อยก็ดูสวยค่ะ
สาวร่างเล็ก
ควรไว้ผมยาวพอประมาณ ไม่ควรยาวมากเกินไปค่ะ หากอยากไว้ผมสั้นก็ควรจะเป็นผมสั้นอย่างผมบ๊อบ แต่ควรเป็นบ๊อบแบบเก๋ ๆ เพราะไม่อย่างนั้น คุณอาจจะกลายเป็นนักเรียนประถมได้ค่ะ
สาวหน้าอกใหญ่
ผมยาวดัดเล็กน้อยปลายสยาย เหมาะสมที่สุดค่ะ เพราะจะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากหน้าอกไปได้มากเลยค่ะ เพราะหาคุณไว้ผมยาวตรงจะดูธรรมดา คนก็จะสนใจหน้าอกของคุณมากกว่า เพราะฉะนั้น ผมยาวดัดดีที่สุดค่ะ
from kapook.com
สาวผอมสูง
ทรงผมที่เหมาะคือผมยาวค่ะ หรือหากชอบผมสั้นก็ได้เช่นกัน แต่ความยาวควรอยู่ระดับคาง หากสั้นมากไปกว่านี้จะทำให้คุณดูเป็นคนที่หัวเล็กคอยาว ผมยาวเวิร์คกว่าค่ะ อาจจะดัดเล็กน้อยก็ดูสวยค่ะ
สาวร่างเล็ก
ควรไว้ผมยาวพอประมาณ ไม่ควรยาวมากเกินไปค่ะ หากอยากไว้ผมสั้นก็ควรจะเป็นผมสั้นอย่างผมบ๊อบ แต่ควรเป็นบ๊อบแบบเก๋ ๆ เพราะไม่อย่างนั้น คุณอาจจะกลายเป็นนักเรียนประถมได้ค่ะ
สาวหน้าอกใหญ่
ผมยาวดัดเล็กน้อยปลายสยาย เหมาะสมที่สุดค่ะ เพราะจะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากหน้าอกไปได้มากเลยค่ะ เพราะหาคุณไว้ผมยาวตรงจะดูธรรมดา คนก็จะสนใจหน้าอกของคุณมากกว่า เพราะฉะนั้น ผมยาวดัดดีที่สุดค่ะ
from kapook.com
วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
แก้ปัญหาผมบางด้วยอาหาร
เมื่อวัยร่วงโรย ผมก็ร่วงตาม ที่เคยดกดำ บ้างก็เปลี่ยนเป็นสีขาว บ้างก็อำลาหนังศีรษะตลอดกาล เอาแต่โอดโอยอาวรณ์ ผมก็ไม่กลับมา ทิ้งให้หนังศีรษะต้องโดดเดี่ยวเอกา แต่มีหรือที่คนรักสุขภาพอย่างเราจะนิ่งดูดาย มาหาของกินเรียกผมคืนกันดีกว่าค่ะ ของกินที่ว่าได้แก่
กินเมล็ดฟักทอง ถั่วต่าง ๆ ที่เป็นแหล่งรวมของสังกะสี
แตงกวา และ โอ๊ต เพื่อให้ได้รับซิลิกา อย่างเพียงพอ
สาหร่ายทะเลแห้ง เต้าหู้ พาสลี่ งา และเมล็ดทานตะวันเพื่อให้ได้ธาตุเหล็ก
ปลา แหล่งรวมโปรตีน และกรดโอเมก้า 3
ข้าวกล้องและธัญพืช เสริมวิตามิน บี
ผักใบเขียวเพื่อให้ได้โฟลิกแอซิด
from kapook.com
กินเมล็ดฟักทอง ถั่วต่าง ๆ ที่เป็นแหล่งรวมของสังกะสี
แตงกวา และ โอ๊ต เพื่อให้ได้รับซิลิกา อย่างเพียงพอ
สาหร่ายทะเลแห้ง เต้าหู้ พาสลี่ งา และเมล็ดทานตะวันเพื่อให้ได้ธาตุเหล็ก
ปลา แหล่งรวมโปรตีน และกรดโอเมก้า 3
ข้าวกล้องและธัญพืช เสริมวิตามิน บี
ผักใบเขียวเพื่อให้ได้โฟลิกแอซิด
from kapook.com
วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ทาครีมแล้ว นวดหน้าด้วยสิ ผิวดีขึ้นเห็นๆ
ในเมื่อเราทาครีมบำรุงผิวหน้ากันอยู่ทุกวัน จะดีสักแค่ไหนนะ ถ้าเป็นการทาไปนวดผิวไป ครีมจะได้ซึมลงสู่ผิวดีขึ้น และยังช่วยกระตุ้นต่อมน้ำเหลือง ออกกำลังผิวให้แข็งแรงขึ้นไปพร้อมๆ กันด้วย
ก่อนอื่น เราเคยสงสัยไหมว่า การทาครีมยังไงกันนะที่จะทำให้ครีมลงสู่ผิวได้ดี สกินแคร์บางยี่ห้อบอกเราว่า ทาแบบซับๆ กดเบาๆ ก็พอ บ้างก็บอกว่าทาวนเป็นวงกลมไล่ขึ้นไป นานาไอเดียที่ไม่รู้จะเชื่อใครนี้ คุณหมอแนวทางธรรมชาติอย่างคุณหมอกอบกาญจน์ ไพบูลศิลป แห่งศูนย์บัลวี และนักเขียนเว็บไซต์ sabai-arom.com ในคอลัมน์ Green Beauty Guide แนะนำไว้น่าสนใจทีเดียวว่า
"ก่อนลงครีม อย่างแรกเลยต้องดูว่าใบหน้าเราสะอาดหรือเปล่า ต้องไม่มีเครื่องสำอางตกค้าง ไม่เช่นนั้นแล้ว เครื่องสำอางที่มาจากสารเคมีอาจจะซึมลงไป ซึ่งอาจทำให้ผิวเราระคายเคือง หรือทำปฏิกิริยากับครีมนั้นได้
จะว่าไปแล้ว เทคนิคการทาครีม ไม่ว่าการตบหรือการกดซับนั้นไม่ได้ต่างกันมาก เป็นการสร้างซิกเนเจอร์ของแบรนด์มากกว่า สำคัญที่ว่า เราทาได้ทั่วและลงน้ำหนักมือพอดีหรือเปล่า ทาให้ทั่วก็คือแต้มครีมสักห้าจุดบนใบหน้า คือหน้าผาก แก้มทั้งสองข้าง จมูกและคาง แล้วเกลี่ยให้ทั่ว จากนั้นนวดหน้าเบาๆ ซึ่งยังเป็นการไล่น้ำเหลือง ที่ทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองดีขึ้นด้วย ลองสังเกตดูสิคะว่าบางวันเราตื่นมาหน้าแล้วหน้าบวมๆ นั่นก็เพราะการไหลเวียนน้ำเหลืองไม่ดี ซึ่งการนวดกระตุ้นนี่เองที่ช่วยได้
ส่วนที่เขาบอกกันว่าให้ใช้นิ้วนางหรือนิ้วกลาง อาจเป็นเพราะสองนิ้วนี้เราใช้กันไม่ถนัด จึงทำให้ลงน้ำหนักได้เบามือ แต่จริงๆ แล้วเราใช้นิ้วใดก็ได้ค่ะ เพียงแค่ลงน้ำหนักเบาๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราเอาสำลีไปเช็ดหน้า แต่ไม่ต้องกด ไม่ต้องออกแรงมากนั่นเอง"
แล้วถ้าได้ทาครีมไป นวดหน้าไปด้วยล่ะ
เป็นเรื่องดีแน่ เพราะคุณหมอก็เห็นด้วยว่าการนวดนั้นดีกับเราจริงๆ อย่างคนสมัยก่อนก็เอาเทคนิคการนวดนี่ละ มาเป็นผู้ช่วยในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ระบายของเสีย และยังกระตุ้นต่อมน้ำเหลืองให้ทำงานดีไปในตัว ผิวหน้าจึงแข็งแรง สดใส เปล่งปลั่งขึ้นได้หากเรานวดบ่อยๆ ว่าแล้วทาครีมบำรุงผิวคราวหน้า ลองพก 8 ขั้นของการนวดหน้าแบบนี้ไปใช้ดู
Step 1: ล้างมือให้สะอาด งานนี้นิ้วมือเท่านั้นที่จะนวดผิวหน้า
Step 2: ทาครีมที่เหมาะกับสภาพผิวในช่วงเวลานั้นๆ เช่น หากเวลานั้นหน้าแห้งมาก ก็ควรเป็นครีมเนื้อเข้มข้น เป็นต้น จากนั้น แต้มครีมลงบนใบหน้า 5 จุด คือ หน้าผาก แก้มทั้งสองข้าง จมูก และคาง
Step 3: ทาครีมที่แต้มไว้ให้ทั่วใบหน้า จากนั้นเริ่มนวดโดยใช้นิ้วชี้แต่ละข้างกดไปที่หัวคิ้วทั้งสอง แล้วค่อยๆ ไล่วนตรงขึ้นไปถึงไรผม แล้วไล่กดตามแนวไรผมลงมาในแต่ละข้างจนถึงขมับ ทำอย่างนี้ซ้ำอีก 3 - 4 ครั้ง
Step 4: ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางแต่ละข้างนวดขมับซ้ายขวา วนเป็นวงกลม จากนั้นนวดวนไล่ตามไรผมผ่านกรามลงมาจนถึงคาง
Step 5: ใช้นิวชี้ นิ้วกลางและนิ้วนาง แตะตรงปลายจมูกแต่ละข้าง จากนั้นลูบออกไปจนถึงขมับ ทำซ้ำอีก 2 ครั้งและไล่ระดับต่ำลงเรื่อยๆ จนถึงระดับคาง
Step 6: นวดวนรอบดวงตากันบ้าง เริ่มจากใช้นิ้วนางแตะที่ขมับ จากนั้นลากลงเบาๆ จนโค้งไปทางหัวตา จนนิ้วไปหยุดที่หัวคิ้ว ทำซ้ำอย่างนี้อีก 4 -5 ครั้ง
Step 7: นวดใบหูสักหน่อย ด้วยการใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้นวดติ่งหูเบาๆ จากนั้นค่อยๆ บีบไล่ขึ้นไปเบา ๆ จนถึงใบหูด้านบน แล้วไล่ลงมาอีกครั้ง ทำซ้ำสัก 4 - 5 รอบ
Step 8: ถูฝ่ามือเบาๆ จนรู้สึกอุ่น จากนั้นนำฝ่ามือมาอังรอบดวงตาให้รู้สึกผ่อนคลายสักครู่ เท่านี้ก็รู้สึกสบายหน้าและสบายผิวไม่น้อยแล้ว
from sanook.com
ก่อนอื่น เราเคยสงสัยไหมว่า การทาครีมยังไงกันนะที่จะทำให้ครีมลงสู่ผิวได้ดี สกินแคร์บางยี่ห้อบอกเราว่า ทาแบบซับๆ กดเบาๆ ก็พอ บ้างก็บอกว่าทาวนเป็นวงกลมไล่ขึ้นไป นานาไอเดียที่ไม่รู้จะเชื่อใครนี้ คุณหมอแนวทางธรรมชาติอย่างคุณหมอกอบกาญจน์ ไพบูลศิลป แห่งศูนย์บัลวี และนักเขียนเว็บไซต์ sabai-arom.com ในคอลัมน์ Green Beauty Guide แนะนำไว้น่าสนใจทีเดียวว่า
"ก่อนลงครีม อย่างแรกเลยต้องดูว่าใบหน้าเราสะอาดหรือเปล่า ต้องไม่มีเครื่องสำอางตกค้าง ไม่เช่นนั้นแล้ว เครื่องสำอางที่มาจากสารเคมีอาจจะซึมลงไป ซึ่งอาจทำให้ผิวเราระคายเคือง หรือทำปฏิกิริยากับครีมนั้นได้
จะว่าไปแล้ว เทคนิคการทาครีม ไม่ว่าการตบหรือการกดซับนั้นไม่ได้ต่างกันมาก เป็นการสร้างซิกเนเจอร์ของแบรนด์มากกว่า สำคัญที่ว่า เราทาได้ทั่วและลงน้ำหนักมือพอดีหรือเปล่า ทาให้ทั่วก็คือแต้มครีมสักห้าจุดบนใบหน้า คือหน้าผาก แก้มทั้งสองข้าง จมูกและคาง แล้วเกลี่ยให้ทั่ว จากนั้นนวดหน้าเบาๆ ซึ่งยังเป็นการไล่น้ำเหลือง ที่ทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองดีขึ้นด้วย ลองสังเกตดูสิคะว่าบางวันเราตื่นมาหน้าแล้วหน้าบวมๆ นั่นก็เพราะการไหลเวียนน้ำเหลืองไม่ดี ซึ่งการนวดกระตุ้นนี่เองที่ช่วยได้
ส่วนที่เขาบอกกันว่าให้ใช้นิ้วนางหรือนิ้วกลาง อาจเป็นเพราะสองนิ้วนี้เราใช้กันไม่ถนัด จึงทำให้ลงน้ำหนักได้เบามือ แต่จริงๆ แล้วเราใช้นิ้วใดก็ได้ค่ะ เพียงแค่ลงน้ำหนักเบาๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราเอาสำลีไปเช็ดหน้า แต่ไม่ต้องกด ไม่ต้องออกแรงมากนั่นเอง"
แล้วถ้าได้ทาครีมไป นวดหน้าไปด้วยล่ะ
เป็นเรื่องดีแน่ เพราะคุณหมอก็เห็นด้วยว่าการนวดนั้นดีกับเราจริงๆ อย่างคนสมัยก่อนก็เอาเทคนิคการนวดนี่ละ มาเป็นผู้ช่วยในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ระบายของเสีย และยังกระตุ้นต่อมน้ำเหลืองให้ทำงานดีไปในตัว ผิวหน้าจึงแข็งแรง สดใส เปล่งปลั่งขึ้นได้หากเรานวดบ่อยๆ ว่าแล้วทาครีมบำรุงผิวคราวหน้า ลองพก 8 ขั้นของการนวดหน้าแบบนี้ไปใช้ดู
Step 1: ล้างมือให้สะอาด งานนี้นิ้วมือเท่านั้นที่จะนวดผิวหน้า
Step 2: ทาครีมที่เหมาะกับสภาพผิวในช่วงเวลานั้นๆ เช่น หากเวลานั้นหน้าแห้งมาก ก็ควรเป็นครีมเนื้อเข้มข้น เป็นต้น จากนั้น แต้มครีมลงบนใบหน้า 5 จุด คือ หน้าผาก แก้มทั้งสองข้าง จมูก และคาง
Step 3: ทาครีมที่แต้มไว้ให้ทั่วใบหน้า จากนั้นเริ่มนวดโดยใช้นิ้วชี้แต่ละข้างกดไปที่หัวคิ้วทั้งสอง แล้วค่อยๆ ไล่วนตรงขึ้นไปถึงไรผม แล้วไล่กดตามแนวไรผมลงมาในแต่ละข้างจนถึงขมับ ทำอย่างนี้ซ้ำอีก 3 - 4 ครั้ง
Step 4: ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางแต่ละข้างนวดขมับซ้ายขวา วนเป็นวงกลม จากนั้นนวดวนไล่ตามไรผมผ่านกรามลงมาจนถึงคาง
Step 5: ใช้นิวชี้ นิ้วกลางและนิ้วนาง แตะตรงปลายจมูกแต่ละข้าง จากนั้นลูบออกไปจนถึงขมับ ทำซ้ำอีก 2 ครั้งและไล่ระดับต่ำลงเรื่อยๆ จนถึงระดับคาง
Step 6: นวดวนรอบดวงตากันบ้าง เริ่มจากใช้นิ้วนางแตะที่ขมับ จากนั้นลากลงเบาๆ จนโค้งไปทางหัวตา จนนิ้วไปหยุดที่หัวคิ้ว ทำซ้ำอย่างนี้อีก 4 -5 ครั้ง
Step 7: นวดใบหูสักหน่อย ด้วยการใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้นวดติ่งหูเบาๆ จากนั้นค่อยๆ บีบไล่ขึ้นไปเบา ๆ จนถึงใบหูด้านบน แล้วไล่ลงมาอีกครั้ง ทำซ้ำสัก 4 - 5 รอบ
Step 8: ถูฝ่ามือเบาๆ จนรู้สึกอุ่น จากนั้นนำฝ่ามือมาอังรอบดวงตาให้รู้สึกผ่อนคลายสักครู่ เท่านี้ก็รู้สึกสบายหน้าและสบายผิวไม่น้อยแล้ว
from sanook.com
วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
กินยาระบายทุกวันเป็นอันตรายหรือเปล่า
โครงการ “ล้านคำถามเรื่องยา ปรึกษาเภสัชกร” โดยความร่วมมือของสภาเภสัชกรรม กับ อย.
ยาระบายในที่นี้คงหมายถึง “ยาเม็ดเคลือบสีเหลือง” และยาอื่นที่ออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ซึ่งเป็นยาที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย และมีการใช้กันเป็นประจำเมื่อต้องการถ่ายอุจจาระ
เมื่อมีการใช้ยานี้เป็นประจำ ร่างกายจะมีการปรับตัวด้วยการดื้อยาหรือต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้นๆ เรื่อยๆ จึงจะได้ผล เช่น ในกรณีที่เริ่มต้นใช้ยาระบายชนิดนี้โดยทั่วไปจะใช้ครั้งละ 1-2 เม็ด ก่อนนอน แล้วยาจะเริ่มออกฤทธิ์ช่วยให้ถ่ายอุจจาระในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น แต่เมื่อมีการใช้เป็นประจำ ติดต่อกันนานๆ จากครั้งละ 2 เม็ด ก็ต้องเพิ่มเป็น 3, 4, 5, ……และเพิ่มมากขึ้นๆ ตามความถี่และระยะเวลาที่ใช้ยา จากประสบการณ์ของผมเคยพบรายหนึ่งที่ใช้ยาระบายครั้งละ 20 เม็ดเพื่อใช้ระบายหรือถ่ายอุจจาระ 1 ครั้ง เพราะถ้าไม่ใช้ยา ร่างกายจะไม่ถ่ายอุจจาระด้วยตนเองตามปกติ จะต้องใช้ยาระบายกระตุ้นทุกครั้งจึงจะถ่ายอุจจาระได้
ปัญหาหลักๆ ของผู้ใช้ยากลุ่มนี้ คือ มักมีความเชื่อว่า
“ควรถ่ายอุจจาระทุกวันเป็นประจำ” เพราะว่าถ้าไม่ได้ถ่ายทุกวันตอนเช้า จะรู้สึกผิดปกติ หรือในบางคนบ่นว่ารู้สึกท้องอืด ท้องเฟ้อ และผายลมบ่อย ด้วยเหตุนี้จึงมีการกินยาระบายอย่างประจำทุกวันก่อนนอน
แต่ในทางการแพทย์พบว่า
ความถี่บ่อยของการถ่ายอุจจาระขึ้นอยู่กับลักษณะจำเพาะของแต่ละบุคคล ในบางคนอาจถ่ายอุจจาระทุกวัน แต่ในบางคนวันเว้นวัน หรือวันเว้นสองวัน ขึ้นอยู่กับลักษณะของแต่ละคน ไม่จำเป็นที่ทุกคนจะต้องถ่ายทุกวันเหมือนกันหมด นอกจากนี้การถ่ายอุจจาระยังขึ้นอยู่กับลักษณะของอาหารการกิน ปริมาณน้ำที่ดื่ม และการออกกำลังกายอีกด้วย
อาหารที่มีเส้นใยไม่ถูกย่อยในทางเดินอาหาร จะเหลือเป็นกากอาหารและยังคงช่วยดูดซับน้ำในลำไส้ใหญ่ไว้ เป็นการช่วยเพิ่มปริมาณและเพิ่มความเหลวของอุจจาระได้ดีอีกด้วย
ถ้าดื่มมากๆ (มากกว่า 2 ลิตรต่อวัน) ช่วยให้อุจจาระอุ้มน้ำ พองตัว เหลว ไม่แข็ง และถ่ายได้ง่าย
ส่วนเรื่องการออกกำลังกายนั้น การเคลื่อนไหวเบาๆ ตอนเช้า เช่น การเดิน ก็ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ให้ขับถ่ายอุจจาระออกมาได้ง่ายอีกทางหนึ่งด้วย
การใช้ยาระบายบางชนิดเป็นประจำ อาจทำให้เกิดการดื้อยา และต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ร่างกายเคยชินไม่ยอมถ่ายอุจจาระด้วยตนเอง และไม่ควรยึดถือความเชื่อที่ว่า “ทุกคนควรถ่ายอุจจาระทุกวัน
from sanook.com
ยาระบายในที่นี้คงหมายถึง “ยาเม็ดเคลือบสีเหลือง” และยาอื่นที่ออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ซึ่งเป็นยาที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย และมีการใช้กันเป็นประจำเมื่อต้องการถ่ายอุจจาระ
เมื่อมีการใช้ยานี้เป็นประจำ ร่างกายจะมีการปรับตัวด้วยการดื้อยาหรือต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้นๆ เรื่อยๆ จึงจะได้ผล เช่น ในกรณีที่เริ่มต้นใช้ยาระบายชนิดนี้โดยทั่วไปจะใช้ครั้งละ 1-2 เม็ด ก่อนนอน แล้วยาจะเริ่มออกฤทธิ์ช่วยให้ถ่ายอุจจาระในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น แต่เมื่อมีการใช้เป็นประจำ ติดต่อกันนานๆ จากครั้งละ 2 เม็ด ก็ต้องเพิ่มเป็น 3, 4, 5, ……และเพิ่มมากขึ้นๆ ตามความถี่และระยะเวลาที่ใช้ยา จากประสบการณ์ของผมเคยพบรายหนึ่งที่ใช้ยาระบายครั้งละ 20 เม็ดเพื่อใช้ระบายหรือถ่ายอุจจาระ 1 ครั้ง เพราะถ้าไม่ใช้ยา ร่างกายจะไม่ถ่ายอุจจาระด้วยตนเองตามปกติ จะต้องใช้ยาระบายกระตุ้นทุกครั้งจึงจะถ่ายอุจจาระได้
ปัญหาหลักๆ ของผู้ใช้ยากลุ่มนี้ คือ มักมีความเชื่อว่า
“ควรถ่ายอุจจาระทุกวันเป็นประจำ” เพราะว่าถ้าไม่ได้ถ่ายทุกวันตอนเช้า จะรู้สึกผิดปกติ หรือในบางคนบ่นว่ารู้สึกท้องอืด ท้องเฟ้อ และผายลมบ่อย ด้วยเหตุนี้จึงมีการกินยาระบายอย่างประจำทุกวันก่อนนอน
แต่ในทางการแพทย์พบว่า
ความถี่บ่อยของการถ่ายอุจจาระขึ้นอยู่กับลักษณะจำเพาะของแต่ละบุคคล ในบางคนอาจถ่ายอุจจาระทุกวัน แต่ในบางคนวันเว้นวัน หรือวันเว้นสองวัน ขึ้นอยู่กับลักษณะของแต่ละคน ไม่จำเป็นที่ทุกคนจะต้องถ่ายทุกวันเหมือนกันหมด นอกจากนี้การถ่ายอุจจาระยังขึ้นอยู่กับลักษณะของอาหารการกิน ปริมาณน้ำที่ดื่ม และการออกกำลังกายอีกด้วย
อาหารที่มีเส้นใยไม่ถูกย่อยในทางเดินอาหาร จะเหลือเป็นกากอาหารและยังคงช่วยดูดซับน้ำในลำไส้ใหญ่ไว้ เป็นการช่วยเพิ่มปริมาณและเพิ่มความเหลวของอุจจาระได้ดีอีกด้วย
ถ้าดื่มมากๆ (มากกว่า 2 ลิตรต่อวัน) ช่วยให้อุจจาระอุ้มน้ำ พองตัว เหลว ไม่แข็ง และถ่ายได้ง่าย
ส่วนเรื่องการออกกำลังกายนั้น การเคลื่อนไหวเบาๆ ตอนเช้า เช่น การเดิน ก็ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ให้ขับถ่ายอุจจาระออกมาได้ง่ายอีกทางหนึ่งด้วย
การใช้ยาระบายบางชนิดเป็นประจำ อาจทำให้เกิดการดื้อยา และต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ร่างกายเคยชินไม่ยอมถ่ายอุจจาระด้วยตนเอง และไม่ควรยึดถือความเชื่อที่ว่า “ทุกคนควรถ่ายอุจจาระทุกวัน
from sanook.com
วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553
รู้ทันปัญหาผม
ผม หมายถึงเส้นผมที่อยู่บนหนังศีรษะ มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ร่างกายสูญเสียความร้อน และผิวหนังไม่ให้ได้รับอันตราย อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญต่อบุคลิกลักษณะของร่างกาย ซึ่งมีผลต่อจิตใจของคน ใครที่พบกับปัญหาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน ผมหงอก อาจก่อให้เกิดปัญหาทางใจ เช่น ซึมเศร้า ขาดความมั่นใจในตนเอง เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่เกิดกับใครก็คงไม่รู้
สาเหตุของปัญหาผม
...ผลิตภัณฑ์ดูแลผมภัยร้ายใกล้ตัวที่คุณอาจไม่รู้...
แชมพู
ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาผม คือสิ่งใกล้ตัวท่านแต่ถูกมองข้าม นั่นคือ แชมพูที่ท่านใช้อยู่เป็นประจำ แม้บางท่านจะบอกว่าท่านเปลี่ยนยี่ห้อไปอยู่เรื่อย ๆ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า สารทำความสะอาดที่ถูกผสมในแชมพูเกือบทุกยี่ห้อ (แม้ในแชมพูที่ผสมสมุนไพรและอ้างว่าจากธรรมชาติ) ส่วนใหญ่เป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ชะล้างรุนแรงและมีความเป็นด่างสูง เช่น โซเดียม ลอริล ซัลเฟต (Sodium lauryl sulfate; SLS) ซึ่งให้ฟองได้มาก ราคาถูก จึงเป็นที่นิยม ใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั้งหลาย เช่นผงซักฟอก น้ำยาทำความสะอาดพื้น สารเหล่านี้ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อหนังศีรษะ ตกค้างสะสมและทำลายเซลล์ผม (รวมถึงรากผม เซลล์สร้างเม็ดสี และเส้นผม) และเซลล์ผิวหนัง เมื่อใช้บ่อย ๆ จะยิ่งกระด้าง แห้งแข็งเป็นไม้กวาด เริ่มหวีไม่อยู่ทรง และทำให้หนังศีรษะมันมากขึ้น เนื่องจากสารเหล่านี้เป็นสารชะล้างอย่างรุนแรง และจะชะล้างไขมันตามธรรมชาติ(ที่ช่วยเคลือบให้ผมมันเงา) จึงทำให้ร่างกายต้องขับไขมันออกมาชดเชยมากขึ้น จึงเป็นสาเหตุของคนที่หนังศีรษะมัน ยิ่งสระผมหนังศีรษะก็ยิ่งมัน บางรายเกิดการระคายเคืองเซลล์ผิวชั้นหนังกำพร้า ทำให้เกิดเป็นรังแค แต่ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงก็ซื้อแชมพูขจัดรังแคมาใช้ ซึ่งแชมพูประเภทนี้นอกจากจะมีสาร SLS แล้วยังผสมสารยับยั้งการเจริญเติบโตที่มากผิดปกติของเซลล์ชั้นหนังกำพร้า แต่ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ เมื่อหยุดใช้อาการที่เป็นก็กลับมาเป็นอีก ทำให้เซลล์ผิวต้องสัมผัสกับสารเคมี และถูกกดการทำงานอยู่ตลอด ทำให้เป็นรังแคเรื้อรัง
ครีมนวดผม/ทรีทเม้นท์หมักผม
สำหรับผู้ที่ชอบให้ผมนิ่มลื่น อาจยังไม่รู้ถึงพิษภัยจากสารกลุ่มซิลิโคน (มักมีชื่อลงท้ายด้วย "thicone") เช่น ไซเมทธิโคน (Simethicone) ไดเอทธิโคน (Diethicone) หรืออื่น ๆ เป็นสารเคลือบเส้นผมทำให้ผมนิ่มลื่น เป็นมันวาว มีสปริง หวีง่าย แต่จะตกค้างเคลือบรูเส้นผม เมื่อใช้ต่อเนื่องนาน ๆ จะเกิดการสะสมอุดตันรูเส้นผม ทำให้เซลล์ผมทำงานผิดปกติ การขับของเสีย การดูดซึมสารอาหารลดลง และทำให้ผมร่วง เมื่อใช้ในระยะยาว
ที่เลี่ยงยากคือ สารเพิ่มฟอง เพิ่มความข้น ตัวฉกาจที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ต้องใช้คือ DEA (ไดเอทธานอลาไมด์) ซึ่งเกรงกันว่าอาจก่อมะเร็ง จนในบางประเทศต้องให้ยกเลิกการใช้ สารอีกกลุ่มที่อาจก่อให้เกิดการแพ้จากการใช้เป็นประจำ แต่คนก็ชอบใช้คือ กลิ่นสังเคราะห์หอม ๆ สีสังเคราะห์สวย ๆ และลาโนลิน (Lanolin)
Demodex ไรขนที่คุณอาจไม่รู้
อีกสาเหตุหนึ่งที่คุณอาจไม่รู้คือ ไรขน (Demodex) ซึ่งติดต่อโดยการสัมผัส ตัวไรแพร่พันธุ์ อาศัยอยู่และแย่งกินสารอาหารที่รากผมทำให้ผมขาดสารอาหาร ผมจึงมี ขนาดเล็ก บางลง สีจางลง ขาดความมีชีวิตชีวา และหงอก นอกจากนั้นยังอาจทำลายโครงสร้างของเซลผม ทำให้ผมร่วง หรือ หงิกงอ
เมื่อตัวไรคืบคลานไปบนหนังศีรษะหรือผิว โดยเฉพาะเวลากลางคืนจะทำให้ท่านที่มีประสาทไว (Sensitive) รู้สึกคันยิบ ๆ ขณะเดินทางมันจะปล่อยของเสีย และทิ้งคราบที่ลอกออกมา ทำให้เกิดขยะบนหนังศีรษะ หรือผิวหนังของเรา ซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรีย ไวรัส และริกเก็ทเซียที่เกาะอยู่ตามข้อต่อเล็ก ๆ ของขาตัวไร จึงก่อให้เกิดการติดเชื้ออักเสบเป็น สิว หรือ ตุ่มแดง บนหนังศีรษะ และที่สำคัญ หากร่างกายเกิดการต่อต้านของเสียที่ตัวไรขับออกมา และซากตัวไรที่ตาย ทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ (Sensitization) เช่น แพ้เครื่องสำอาง สบู่ หรือแม้แต่เหงื่อของตัวเอง
และเนื่องจากที่ขาของตัวไรมีเล็บแหลมคมสำหรับเกี่ยว จึงทำให้ผิวหนังเกิดการ ระคายเคืองและมีปฏิกิริยาโต้ตอบ โดยการสร้างผนังเซลผิวชั้นนอกขึ้นอย่างรวดเร็ว (Proliferation of Epithelium) ทำให้ผนังเซลล์พอกหนาและหลุดร่อนออกมาเร็วกว่าปกติเกิดเป็น รังแค ขุย หรือ สะเก็ด บนหนังศีรษะ
from kapook.com
สาเหตุของปัญหาผม
...ผลิตภัณฑ์ดูแลผมภัยร้ายใกล้ตัวที่คุณอาจไม่รู้...
แชมพู
ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาผม คือสิ่งใกล้ตัวท่านแต่ถูกมองข้าม นั่นคือ แชมพูที่ท่านใช้อยู่เป็นประจำ แม้บางท่านจะบอกว่าท่านเปลี่ยนยี่ห้อไปอยู่เรื่อย ๆ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า สารทำความสะอาดที่ถูกผสมในแชมพูเกือบทุกยี่ห้อ (แม้ในแชมพูที่ผสมสมุนไพรและอ้างว่าจากธรรมชาติ) ส่วนใหญ่เป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ชะล้างรุนแรงและมีความเป็นด่างสูง เช่น โซเดียม ลอริล ซัลเฟต (Sodium lauryl sulfate; SLS) ซึ่งให้ฟองได้มาก ราคาถูก จึงเป็นที่นิยม ใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั้งหลาย เช่นผงซักฟอก น้ำยาทำความสะอาดพื้น สารเหล่านี้ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อหนังศีรษะ ตกค้างสะสมและทำลายเซลล์ผม (รวมถึงรากผม เซลล์สร้างเม็ดสี และเส้นผม) และเซลล์ผิวหนัง เมื่อใช้บ่อย ๆ จะยิ่งกระด้าง แห้งแข็งเป็นไม้กวาด เริ่มหวีไม่อยู่ทรง และทำให้หนังศีรษะมันมากขึ้น เนื่องจากสารเหล่านี้เป็นสารชะล้างอย่างรุนแรง และจะชะล้างไขมันตามธรรมชาติ(ที่ช่วยเคลือบให้ผมมันเงา) จึงทำให้ร่างกายต้องขับไขมันออกมาชดเชยมากขึ้น จึงเป็นสาเหตุของคนที่หนังศีรษะมัน ยิ่งสระผมหนังศีรษะก็ยิ่งมัน บางรายเกิดการระคายเคืองเซลล์ผิวชั้นหนังกำพร้า ทำให้เกิดเป็นรังแค แต่ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงก็ซื้อแชมพูขจัดรังแคมาใช้ ซึ่งแชมพูประเภทนี้นอกจากจะมีสาร SLS แล้วยังผสมสารยับยั้งการเจริญเติบโตที่มากผิดปกติของเซลล์ชั้นหนังกำพร้า แต่ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ เมื่อหยุดใช้อาการที่เป็นก็กลับมาเป็นอีก ทำให้เซลล์ผิวต้องสัมผัสกับสารเคมี และถูกกดการทำงานอยู่ตลอด ทำให้เป็นรังแคเรื้อรัง
ครีมนวดผม/ทรีทเม้นท์หมักผม
สำหรับผู้ที่ชอบให้ผมนิ่มลื่น อาจยังไม่รู้ถึงพิษภัยจากสารกลุ่มซิลิโคน (มักมีชื่อลงท้ายด้วย "thicone") เช่น ไซเมทธิโคน (Simethicone) ไดเอทธิโคน (Diethicone) หรืออื่น ๆ เป็นสารเคลือบเส้นผมทำให้ผมนิ่มลื่น เป็นมันวาว มีสปริง หวีง่าย แต่จะตกค้างเคลือบรูเส้นผม เมื่อใช้ต่อเนื่องนาน ๆ จะเกิดการสะสมอุดตันรูเส้นผม ทำให้เซลล์ผมทำงานผิดปกติ การขับของเสีย การดูดซึมสารอาหารลดลง และทำให้ผมร่วง เมื่อใช้ในระยะยาว
ที่เลี่ยงยากคือ สารเพิ่มฟอง เพิ่มความข้น ตัวฉกาจที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ต้องใช้คือ DEA (ไดเอทธานอลาไมด์) ซึ่งเกรงกันว่าอาจก่อมะเร็ง จนในบางประเทศต้องให้ยกเลิกการใช้ สารอีกกลุ่มที่อาจก่อให้เกิดการแพ้จากการใช้เป็นประจำ แต่คนก็ชอบใช้คือ กลิ่นสังเคราะห์หอม ๆ สีสังเคราะห์สวย ๆ และลาโนลิน (Lanolin)
Demodex ไรขนที่คุณอาจไม่รู้
อีกสาเหตุหนึ่งที่คุณอาจไม่รู้คือ ไรขน (Demodex) ซึ่งติดต่อโดยการสัมผัส ตัวไรแพร่พันธุ์ อาศัยอยู่และแย่งกินสารอาหารที่รากผมทำให้ผมขาดสารอาหาร ผมจึงมี ขนาดเล็ก บางลง สีจางลง ขาดความมีชีวิตชีวา และหงอก นอกจากนั้นยังอาจทำลายโครงสร้างของเซลผม ทำให้ผมร่วง หรือ หงิกงอ
เมื่อตัวไรคืบคลานไปบนหนังศีรษะหรือผิว โดยเฉพาะเวลากลางคืนจะทำให้ท่านที่มีประสาทไว (Sensitive) รู้สึกคันยิบ ๆ ขณะเดินทางมันจะปล่อยของเสีย และทิ้งคราบที่ลอกออกมา ทำให้เกิดขยะบนหนังศีรษะ หรือผิวหนังของเรา ซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรีย ไวรัส และริกเก็ทเซียที่เกาะอยู่ตามข้อต่อเล็ก ๆ ของขาตัวไร จึงก่อให้เกิดการติดเชื้ออักเสบเป็น สิว หรือ ตุ่มแดง บนหนังศีรษะ และที่สำคัญ หากร่างกายเกิดการต่อต้านของเสียที่ตัวไรขับออกมา และซากตัวไรที่ตาย ทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ (Sensitization) เช่น แพ้เครื่องสำอาง สบู่ หรือแม้แต่เหงื่อของตัวเอง
และเนื่องจากที่ขาของตัวไรมีเล็บแหลมคมสำหรับเกี่ยว จึงทำให้ผิวหนังเกิดการ ระคายเคืองและมีปฏิกิริยาโต้ตอบ โดยการสร้างผนังเซลผิวชั้นนอกขึ้นอย่างรวดเร็ว (Proliferation of Epithelium) ทำให้ผนังเซลล์พอกหนาและหลุดร่อนออกมาเร็วกว่าปกติเกิดเป็น รังแค ขุย หรือ สะเก็ด บนหนังศีรษะ
from kapook.com
วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553
แก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับชีวิตคู่ 10 ประการ
คิดว่าสัมพันธภาพของคุณล้มเหลว เพราะคุณและคู่ของคุณทำไม่ได้ตามมาตรฐานที่ควรจะเป็นงั้นหรือ?
ผู้เชี่ยวชาญได้มาแก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับชีวิตคู่ 10 อย่างที่พบกับบ่อย ๆ ซึ่งคุณควรเชื่อเสียใหม่
สัมพันธภาพที่ดีขึ้นอยู่กับความคิดที่เหมือนกัน
คุณจะไม่มีวันเห็นในสิ่งเดียวกับคู่ของคุณ เพราะคุณสองคนเป็นคนละคนกันโดยสิ้นเชิง และหญิงชายก็ถูกสร้างมาต่างกัน การพยายามที่จะทำให้มุมมองที่แตกต่างกันโดยพื้นฐานเช่นนี้เปลี่ยนไปเป็น เรื่องไม่ปกติ และอาจเป็นอันตรายได้ ฉะนั้น ชื่นชมยินดีกับความแตกต่างของคุณซะ
สัมพันธภาพที่ดีต้องการความโรแมนติกอย่างมาก
ใช่แล้ว ชีวิตรักของคุณควรมีความโรแมนติก แต่อย่าคาดหวังที่จะโรแมนติกเหมือนในหนังซึ่งไม่สมจริง ในโลกแห่งความเป็นจริง การอยู่กับคนรักไม่เหมือนกับการตกหลุมรัก การตกหลุมรักเป็นเพียงขั้นแรกของชีวิตรัก ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่ในภาวะนี้ไปตลอด ความปั่นป่วนรัญจวนใจจะเปลี่ยนไปเป็นรักที่มั่นคงและล้ำลึก อย่าทำผิดพลาดด้วยการคิดว่า เมื่อความดูดดื่มจางไป แปลว่าคุณไม่ได้รักกันอีกต่อไป คำตอบไม่ใช่การเริ่มชีวิตรักครั้งใหม่ เพื่อที่คุณจะได้พบกับความรู้สึกปั่นป่วนรัญจวนใจเช่นนั้นอีกกับคนอื่น คำตอบก็คือการเรียนรู้วิธีการที่จะก้าวไปยังขั้นต่อไปของชีวิตรัก เพื่อประสบการณ์ที่แตกต่างแต่เต็มอิ่มกว่า
สัมพันธภาพที่ดีต้องแก้ปัญหากันได้ทุกเรื่อง
มันอาจมีหลายอย่างที่คุณกับคู่ของคุณไม่เห็นพ้องต้องกัน และก็จะไม่เห็นพ้องกันไปอย่างนั้นเรื่อยไป ทำไมคุณถึงแก้ปัญหาเหล่านั้นไม่ได้เสียทีน่ะหรือ? ก็เพราะการจะทำเช่นนั้นได้ คุณคนใดคนหนึ่งอาจต้องเสียสละความเชื่อและค่า นิยมบางอย่าง แต่คุณสามารถที่จะเห็นไม่ตรงกัน แต่ปิดประเด็นทางอารมณ์ลงได้ ถึงแม้จะแก้ปัญหาไม่ได้ก็ตาม
สัมพันธภาพที่ดีต้องมีความสนใจร่วมกันที่จะผูกพันคุณไว้ตลอดกาล
ไม่มีอะไรผิดเลยที่จะเป็นคู่รักกัน แต่ไม่มีความสนใจหรือกิจกรรมร่วมกัน ถ้าคุณและคู่รักของคุณต้องผลักดันตัวเองเพื่อที่จะทำกิจกรรมร่วมกัน แต่ผลที่ได้ก็คือความเครียดและความขัดแย้ง ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนทำ
สัมพันธภาพที่ดีต้องสงบสุข
อย่ากลัวที่จะทะเลาะกัน เพราะคุณคิดว่ามันเป็นสัญญาณของความอ่อนแอและการแตกร้าว แม้แต่คู่รักที่เข้ากันได้ดีที่สุดก็ยังทะเลาะกัน ถ้าใช้มันอย่างถูกวิธี การทะเลาะกันสามารถช่วยสัมพันธภาพของคุณได้ แทนที่จะว่าคุณทะเลาะกันกี่ครั้งแล้ว วิตกในเรื่องที่คุณทะเลาะกันดีกว่า
ในสัมพันธภาพที่ดีคุณต้องสามารถระบายอารมณ์ได้ทุกอย่าง
การปลดปล่อยสิ่งต่าง ๆ ออกจากอกอาจรู้สึกดี แต่การระเบิดอารมณ์ในช่วงอารมณ์รุนแรง อาจทำลายสัมพันธภาพของคุณได้ เมื่อฝ่ายหนึ่งไม่อาจให้อภัยในบางอย่าง ที่อีกฝ่ายพูดออกมาในช่วงของการระเบิดอารมณ์ ก่อนที่คุณจะพูดอะไรบางอย่างที่อาจทำให้เสียใจ กัดลิ้นเอาไว้ก่อน และให้โอกาสตัวเองสักหน่อยเพื่อพิจารณาว่าคุณรู้สึกอย่างไรจริง ๆ ก่อนจะพูดอะไรออกไป
สัมพันธภาพที่ดีไม่เกี่ยวอะไรกับเซ็กซ์
ความเชื่อที่ว่าเซ็กซ์ไม่สำคัญเป็นเรื่องอันตราย และเป็นความเชื่อผิด ๆ เซ็กซ์ช่วยปลดปล่อยความกดดันจากชีวิตประจำวัน และให้เราได้พบกับประสบการณ์ของความใกล้ชิด และการแบ่งปันกับคู่ของเรา เซ็กซ์อาจไม่ใช่ทุกอย่าง แต่ถ้าเซ็กซ์ไม่อิ่มเอม มันจะกลายเป็นประเด็นใหญ่ยักษ์ ในอีกทางหนึ่ง คู่รักที่มีชีวิตเซ็กซ์ที่สุขสม จะให้ความสำคัญของเซ็กซ์เพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง
สัมพันธภาพจะไม่สามารถอยู่รอดได้ ถ้าคู่ของคุณมีนิสัยแปลกกว่าคนอื่น
ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ตราบเท่าที่ความแปลกประหลาดของคู่ของคุณ ไม่ใช่การทำร้ายหรือทำลายกัน คุณก็สามารถที่จะเรียนรู้ที่จะอยู่กับเขาได้ ลองนึกถึงคุณสมบัติที่ดึงดูดคุณในตอนแรก บางทีความแปลกประหลาดเหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของเสน่ห์ของเขาก็ได้ แค่ต้องแยกแยะความแตกต่างระหว่างนิสัยแปลกๆ กับคนที่มีนิสัยบ่อนทำลายหรือทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะนี่ไม่ใช่พฤติกรรมที่คุณควรเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วย
มันมีวิธีที่ถูกต้องและวิธีที่ผิดในการดำเนินชีวิตคู่
ไม่มีคำจำกัดความที่แน่นอนของวิธีที่ถูกต้อง ทั้งการเป็นคู่รักที่ดี หรือในการรับมือกับความท้าทายที่ถูกโยนเข้ามาหาคุณ ทำในสิ่งที่ได้ผลสำหรับคุณ แทนการทำตามมาตรฐานบางอย่างที่คุณอาจอ่านเจอในหนังสือ หรือได้ยินจากเพื่อนผู้หวังดี ถ้าสิ่งที่คุณและคู่ของคุณกำลังทำให้ผลที่คุณต้องการ ก็ทำต่อไป จำไว้ว่าไม่มีวิธีการที่ "ถูกต้อง" สำหรับใครสักคนที่จะรักคุณ
สัมพันธภาพของคุณจะดีได้ เมื่อคุณเปลี่ยนแปลงคู่ของคุณได้
อย่าเชื่อว่าถ้าคุณสามารถเปลี่ยนแปลงคู่ของคุณได้ สัมพันธภาพของคุณจะดีขึ้น คุณเองก็มีส่วนรับผิดอบในสัมพันธภาพนี้ด้วยเช่นกัน เลิกคิดแบบเด็ก ๆ ที่ว่าการมีความรัก หมายถึงการพบใครสักคนที่จะรับผิดชอบต่อความสุขของคุณ คุณต้องรับผิดชอบต่อความสุขของคุณเองด้วย และถ้าสัมพันธภาพของคุณไม่ดีพอ บางทีคนที่ต้องเปลี่ยนอาจเป็นคุณก็ได้
from kapook.com
ผู้เชี่ยวชาญได้มาแก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับชีวิตคู่ 10 อย่างที่พบกับบ่อย ๆ ซึ่งคุณควรเชื่อเสียใหม่
สัมพันธภาพที่ดีขึ้นอยู่กับความคิดที่เหมือนกัน
คุณจะไม่มีวันเห็นในสิ่งเดียวกับคู่ของคุณ เพราะคุณสองคนเป็นคนละคนกันโดยสิ้นเชิง และหญิงชายก็ถูกสร้างมาต่างกัน การพยายามที่จะทำให้มุมมองที่แตกต่างกันโดยพื้นฐานเช่นนี้เปลี่ยนไปเป็น เรื่องไม่ปกติ และอาจเป็นอันตรายได้ ฉะนั้น ชื่นชมยินดีกับความแตกต่างของคุณซะ
สัมพันธภาพที่ดีต้องการความโรแมนติกอย่างมาก
ใช่แล้ว ชีวิตรักของคุณควรมีความโรแมนติก แต่อย่าคาดหวังที่จะโรแมนติกเหมือนในหนังซึ่งไม่สมจริง ในโลกแห่งความเป็นจริง การอยู่กับคนรักไม่เหมือนกับการตกหลุมรัก การตกหลุมรักเป็นเพียงขั้นแรกของชีวิตรัก ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่ในภาวะนี้ไปตลอด ความปั่นป่วนรัญจวนใจจะเปลี่ยนไปเป็นรักที่มั่นคงและล้ำลึก อย่าทำผิดพลาดด้วยการคิดว่า เมื่อความดูดดื่มจางไป แปลว่าคุณไม่ได้รักกันอีกต่อไป คำตอบไม่ใช่การเริ่มชีวิตรักครั้งใหม่ เพื่อที่คุณจะได้พบกับความรู้สึกปั่นป่วนรัญจวนใจเช่นนั้นอีกกับคนอื่น คำตอบก็คือการเรียนรู้วิธีการที่จะก้าวไปยังขั้นต่อไปของชีวิตรัก เพื่อประสบการณ์ที่แตกต่างแต่เต็มอิ่มกว่า
สัมพันธภาพที่ดีต้องแก้ปัญหากันได้ทุกเรื่อง
มันอาจมีหลายอย่างที่คุณกับคู่ของคุณไม่เห็นพ้องต้องกัน และก็จะไม่เห็นพ้องกันไปอย่างนั้นเรื่อยไป ทำไมคุณถึงแก้ปัญหาเหล่านั้นไม่ได้เสียทีน่ะหรือ? ก็เพราะการจะทำเช่นนั้นได้ คุณคนใดคนหนึ่งอาจต้องเสียสละความเชื่อและค่า นิยมบางอย่าง แต่คุณสามารถที่จะเห็นไม่ตรงกัน แต่ปิดประเด็นทางอารมณ์ลงได้ ถึงแม้จะแก้ปัญหาไม่ได้ก็ตาม
สัมพันธภาพที่ดีต้องมีความสนใจร่วมกันที่จะผูกพันคุณไว้ตลอดกาล
ไม่มีอะไรผิดเลยที่จะเป็นคู่รักกัน แต่ไม่มีความสนใจหรือกิจกรรมร่วมกัน ถ้าคุณและคู่รักของคุณต้องผลักดันตัวเองเพื่อที่จะทำกิจกรรมร่วมกัน แต่ผลที่ได้ก็คือความเครียดและความขัดแย้ง ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนทำ
สัมพันธภาพที่ดีต้องสงบสุข
อย่ากลัวที่จะทะเลาะกัน เพราะคุณคิดว่ามันเป็นสัญญาณของความอ่อนแอและการแตกร้าว แม้แต่คู่รักที่เข้ากันได้ดีที่สุดก็ยังทะเลาะกัน ถ้าใช้มันอย่างถูกวิธี การทะเลาะกันสามารถช่วยสัมพันธภาพของคุณได้ แทนที่จะว่าคุณทะเลาะกันกี่ครั้งแล้ว วิตกในเรื่องที่คุณทะเลาะกันดีกว่า
ในสัมพันธภาพที่ดีคุณต้องสามารถระบายอารมณ์ได้ทุกอย่าง
การปลดปล่อยสิ่งต่าง ๆ ออกจากอกอาจรู้สึกดี แต่การระเบิดอารมณ์ในช่วงอารมณ์รุนแรง อาจทำลายสัมพันธภาพของคุณได้ เมื่อฝ่ายหนึ่งไม่อาจให้อภัยในบางอย่าง ที่อีกฝ่ายพูดออกมาในช่วงของการระเบิดอารมณ์ ก่อนที่คุณจะพูดอะไรบางอย่างที่อาจทำให้เสียใจ กัดลิ้นเอาไว้ก่อน และให้โอกาสตัวเองสักหน่อยเพื่อพิจารณาว่าคุณรู้สึกอย่างไรจริง ๆ ก่อนจะพูดอะไรออกไป
สัมพันธภาพที่ดีไม่เกี่ยวอะไรกับเซ็กซ์
ความเชื่อที่ว่าเซ็กซ์ไม่สำคัญเป็นเรื่องอันตราย และเป็นความเชื่อผิด ๆ เซ็กซ์ช่วยปลดปล่อยความกดดันจากชีวิตประจำวัน และให้เราได้พบกับประสบการณ์ของความใกล้ชิด และการแบ่งปันกับคู่ของเรา เซ็กซ์อาจไม่ใช่ทุกอย่าง แต่ถ้าเซ็กซ์ไม่อิ่มเอม มันจะกลายเป็นประเด็นใหญ่ยักษ์ ในอีกทางหนึ่ง คู่รักที่มีชีวิตเซ็กซ์ที่สุขสม จะให้ความสำคัญของเซ็กซ์เพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง
สัมพันธภาพจะไม่สามารถอยู่รอดได้ ถ้าคู่ของคุณมีนิสัยแปลกกว่าคนอื่น
ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ตราบเท่าที่ความแปลกประหลาดของคู่ของคุณ ไม่ใช่การทำร้ายหรือทำลายกัน คุณก็สามารถที่จะเรียนรู้ที่จะอยู่กับเขาได้ ลองนึกถึงคุณสมบัติที่ดึงดูดคุณในตอนแรก บางทีความแปลกประหลาดเหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของเสน่ห์ของเขาก็ได้ แค่ต้องแยกแยะความแตกต่างระหว่างนิสัยแปลกๆ กับคนที่มีนิสัยบ่อนทำลายหรือทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะนี่ไม่ใช่พฤติกรรมที่คุณควรเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วย
มันมีวิธีที่ถูกต้องและวิธีที่ผิดในการดำเนินชีวิตคู่
ไม่มีคำจำกัดความที่แน่นอนของวิธีที่ถูกต้อง ทั้งการเป็นคู่รักที่ดี หรือในการรับมือกับความท้าทายที่ถูกโยนเข้ามาหาคุณ ทำในสิ่งที่ได้ผลสำหรับคุณ แทนการทำตามมาตรฐานบางอย่างที่คุณอาจอ่านเจอในหนังสือ หรือได้ยินจากเพื่อนผู้หวังดี ถ้าสิ่งที่คุณและคู่ของคุณกำลังทำให้ผลที่คุณต้องการ ก็ทำต่อไป จำไว้ว่าไม่มีวิธีการที่ "ถูกต้อง" สำหรับใครสักคนที่จะรักคุณ
สัมพันธภาพของคุณจะดีได้ เมื่อคุณเปลี่ยนแปลงคู่ของคุณได้
อย่าเชื่อว่าถ้าคุณสามารถเปลี่ยนแปลงคู่ของคุณได้ สัมพันธภาพของคุณจะดีขึ้น คุณเองก็มีส่วนรับผิดอบในสัมพันธภาพนี้ด้วยเช่นกัน เลิกคิดแบบเด็ก ๆ ที่ว่าการมีความรัก หมายถึงการพบใครสักคนที่จะรับผิดชอบต่อความสุขของคุณ คุณต้องรับผิดชอบต่อความสุขของคุณเองด้วย และถ้าสัมพันธภาพของคุณไม่ดีพอ บางทีคนที่ต้องเปลี่ยนอาจเป็นคุณก็ได้
from kapook.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
