วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

สวยด้วยเกลือ

หลายคนอาจจะเคยทราบกันมาบ้างแล้วว่า ดีเกลือฝรั่ง หรือ Epsom Salt (สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาค่ะ) สามารถใช้เป็นยาระบาย ถ่ายพิษเสมหะและโลหิตแล้ว ดีเกลือยังช่วยในการดูแลความสวยความงามของสาวๆ ได้แทบจะทุกส่วนของร่างกายเลยเดียวล่ะค่ะ



… ตามพี่เหมี่ยว มาดูกันดีกว่าค่ะว่าดีเกลือฝรั่งทำไรได้บ้าง


>>> ให้สาวๆ สามารถนำดีเกลือฝรั่งมาใส่ลงในน้ำอุ่นโดยผสมดีเกลือลงในน้ำอุ่น 2 ถ้วยตวง รอให้ละลายแล้วแช่ตัวลงไปในน้ำอุ่น ดีเกลือจะช่วยให้สาวๆ ผ่อนคลายได้ในระหว่างอาบน้ำ

>>> สาวๆ สามารถใช้ดีเกลือฝรั่งในการแช่เท้าเพื่อขจัดกลิ่นและทำให้ผิวหยาบๆ นุ่มลงได้ โดยสาวๆ ผสมดีเกลือ 1/2 ถ้วยตวงลงในอ่างน้ำอุ่น จากนั้นก็แช่เท้าให้สบายซักประมาณ 10-15 นาที หลังจากนั้นก็ล้างน้ำแล้วเช็ดให้แห้ง

>>> สาวๆ สามารถใช้ดีเกลือฝรั่งในการทำความสะอาดผิวหน้าได้ โดยให้ผสมดีเกลือครึ่งช้อนชาเข้ากับผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตามปกติที่สาวๆ ใช้กันอยู่ค่ะ หลังจากนั้นให้นวดเบาให้ผิวหน้าให้ทั่ว แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น

สวยด้วยเกลือ


>>> สาวๆ สามารถนำดีเกลือฝรั่งมาพอกหน้าได้ด้วยนะคะ ถ้าสาวๆ เป็นคนที่มีผิวธรรมดาถึงผิวมัน ให้สาวๆ ทำมาสพอกหน้าโดยผสมบรั่นดี 1 ช้อนโต๊ะ ไข่ไก่ 1 ฟอง นมผงแบบไร้ไขมัน 1/4 ถ้วยตวง น้ำมะนาว 1 ลูก และดีเกลือ 1/2 ช้อนชาเข้าด้วยกัน แล้วทาลงบนผิวที่เปียกหมาดๆ ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น แต่ถ้าสาวๆ เป็นคนที่มีผิวแห้ง ก็ผสมแครอทบดละเอียด 1/4 ถ้วย มายองเนส 1 1/2 ช้อนชา และดีเกลือ 1/2 ช้อนชาเข้าด้วยกัน ล้วทาลงบนผิวที่เปียกหมาดๆ ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น เช่นกันค่ะ

>>> สาวๆ สามารถใช้ดีเกลือขัดผิวกายได้ค่ะ แค่สาวๆ นวดดีเกลือหนึ่งกำมือลงบนผิวเปียกๆ โดยเริ่มจากเท้าขึ้นมา หลังจากนั้นก็อาบน้ำตามปกติ แค่นี้ก็เป็นอันเรียบร้อยแล้วค่ะ


สวยด้วยเกลือ

>>> สาวๆ สามารถใช้ดีเกลือในการลดความมันบนเส้นผมได้ค่ะ ถ้าเส้นผมของสาวๆ เป็นมันเยิ้ม วิธีแก้ง่ายๆ ก็คือเติมดีเกลือ 9 ช้อนโต๊ะลงในแชมพูสำหรับผมมัน 1/2 ถ้วย ทาส่วนผสมนั้นลงบนเส้นผมในขณะแห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น เทน้ำส้มสายชูที่ทำจากแอ๊ปเปิ้ลลงบนเส้นผมให้ทั่ว ทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออก

>>> ถ้าสาวๆ เป็นคนที่ใช้เสปรย์ฉีดผมเป็นประจำ สาวๆ สามารถใช้ดีเกลือฝรั่งล้างสเปรย์ฉีดผมได้ค่ะ เพียงแค่ผสมน้ำ 1 แกลลอน น้ำมะนาว 1 ถ้วยตวง และดีเกลือ 1 ถ้วยตวงเข้าด้วยกัน ปิดฝาทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง จากนั้นนำมาเทลงบนเส้นผมในขณะแห้ง ปล่อยทิ้งไว้ 20 นาที แล้วสระผมตามปกติ

>>> และถ้าสาวๆ เป็นคนที่มีเส้นผมลีบแบนติดหนังศรีษะ สาๆว สามารถเพิ่มความพองให้เส้นผมได้ด้วยการผสมคอนดิชันเนอร์ชนิดล้ำลึกเข้ากับดีเกลือในอัตราส่วนเท่าๆ กัน นำไปอุ่นให้ร้อน แล้วนำมาทาลงบนเส้นผม ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก เพียงแค่นี้ผมของสาวๆ ก็จะดูดีมีสุขภาพมากขึ้นแล้วล่ะค่ะ


from dekd.com

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

เลือกสีบอกสไตล์ความเป็น'คุณ'

สีดำ >>> เป็นสีที่บ่งบอกถึงความมีอำนาจ ดูภูมิฐาน และดูเป็นผู้ดีมี รสนิยม (หรูหราไฮโซ) นอกจากนี้ยังเป็นสีที่นำไปแมทช์กับสีอื่นๆ ได้ง่าย แต่ผู้ที่จะใส่เสื้อผ้าสีดำนั้นต้องรู้จักเลือกแต่งให้เข้ากับเครื่องประดับ รองเท้า เมคอัพ ด้วยนะคะ



สีแดง >>> แน่นอนว่าเป็นสีที่เด่นและสะดุดตาเหลือเกิน นั่นเพราะสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของความร้อนแรง เซ็กซี่ ดังนั้นคนที่ใส่จะต้องเป็น คนมั่นใจในตัวเอง แถมยังค่อนข้างเปิดเผยและมีลักษณะเป็นผู้นำ ความโดดเด่นของสีแดงใครเห็นก็ต้องหยุดมอง ถ้าหากสาวๆ ต้องการเป็นจุดสนใจ ใส่ชุดแดงออกไปเดินแถวเซ็นเตอร์พอยต์ หรือเอ็มโพเรียมได้เลย แต่อย่าใส่แดงทั้งชุดนะคะ เพราะจะดูน่ากลัวเกินไป



สีเหลือง >>> ถึงแม้จะเป็นสีที่ไม่ค่อยเตะตาใครต่อใครเหมือนสีอื่น แต่ความโดดเด่นของสีเหลืองก็บ่งบอกได้ว่า คุณเป็นสาวคนอารมณ์ดี ร่าเริง แจ่มใส และอ่อนโยน แต่สาวๆ อย่าได้ใส่ประเภทเหลืองแจ๊ดจนกลายเป็นส้ม เพราะสีส้มอาจเปลี่ยนบุคลิกจากสาว น้อยให้กลายเป็นสาวแกร่งในสายตาคนรอบข้างได้ในพริบตา



เลือกสีบอกสไตล์ความเป็น'คุณ'

สีฟ้า >>> เป็นสีที่ผสมระหว่างความอ่อนหวานและแข็งแกร่ง เป็นตัวแทนของความสดใสและ กระฉับกระเฉงได้อย่างลงตัว เพราะเหตุนี้สีฟ้าจึงค่อนข้างป็อปปูลาร์ในหมู่สาวน้อยสาวใหญ่ เพราะจะแต่งให้เท่หรือหวานก็ได้

สีเขียว >>> เป็นสีที่แสดงออกถึงความสุขุม เยือกเย็น ใกล้เคียงกับสีฟ้า แต่ในวงการแฟชั่นไม่ค่อย นิยมใช้สีเขียวกันเท่าำไหร่ ซึ่งพี่เหมี่ยวเองก็ไม่แน่ใจว่าทำไมเหมือนกันค่ะ



สีม่วง >>> พูดถึงสีนี้ทีไรหลายคนก็จะชอบเหมาว่าเป็นสีแม่ม่ายทุกที ซึ่งก็ไม่รู้ว่าต้นเหตุของความคิดนี้มาจากไหน แต่สาวๆ dek-d.com รู้รึเปล่าคะว่าฝรั่งเค้ากลับมองว่า สีม่วงหมายถึง เสน่ห์อันแสนลึกลับ น่าค้นหา ประมาณว่าเป็นสาวรักสันโดษ ไม่ชอบสุงสิงกับใคร ว้าวววว!!!

สีขาว >>> ใส สะอาด บริสุทธิ์ และสวยงาม ต้องยกให้สีขาว ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่แปลกใจ ว่าทำไมชุดแต่งงานถึงนิยมใช้สีขาวเป็นหลัก แต่ถ้าในชีวิตประจำวันหากวันไหนสาวๆ ลุกขึ้นมาใส่ขาว ล้วนก็ต้องสวมเครื่องประดับด้วย ไม่อย่างนั้นจะทำให้ทั้งเสื้อผ้าและคนใส่ดูจืดชืดเกินไป แต่ถ้าจะเอาไปใส่แมทช์กับสีอื่นก็ได้ เพราะสีขาวเข้าได้กับทุกสีอยู่แล้วค่ะ

สีชมพู >>> นุ่มนวล อ่อนหวาน คือ คุณสมบัติของสีชมพู ถ้าคุณไม่ใช่ สาวหวาน กุ๊กกิ๊ก น่ารักจริงๆ อย่าพยายามใส่ เพราะจะขัดกับ บุคลิกเอามากๆ เลยล่ะค่ะ

เลือกสีบอกสไตล์ความเป็น'คุณ'


นอกจากนี้แล้วในการเลือกใส่เสื้อผ้านั้น เราควรจะคำนึงถึงสีผิวและสีของเส้นผมของเราด้วยนะคะ … เคล็ดลับง่ายๆ ก็คือ เลือกสีเสื้อผ้าที่ตรงกันข้ามกับสีผิวและสีผม เช่น ผิวขาว สีผมและนัยน์ตาดำ ควรเลือกใส่ชุดสีอ่อนๆ สว่างสดใส เช่น เหลือง ฟ้า ชมพู ขาว ครีม พยายามหลีกเลี่ยงสีขุ่นๆ อย่างน้ำตาลหรือเทาเข้ม เพราะจะทำให้ดูหมอง ขาดความสดชื่น

ผิวขาว สีผมและนัยน์ตาสีน้ำตาล จริงๆแล้ว จะใส่ชุดอ่อนหรือสีเข้ม ก็ได้ แต่ถ้าให้ดีแนะนำว่าสีเข้มอย่าง สีแดง น้ำเงิน ม่วง หรือ ดำ จะสวยกว่า เพราะทั้งสีผมและผิวค่อนข้างสีอ่อน การใส่สีเข้มจะช่วยขับให้ผิวดูมีน้ำมีนวลขึ้น
from dekd.com

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

ผิวหยาบกร้านทำไงดี ?

มะนาว-น้ำตาลทราย ช่วยได้

ใครที่รู้สึกว่าผิวเริ่มหยาบกร้าน ทาครีมเท่าไหร่ก็ไม่หาย วันนี้มีวิธีลดความหยาบกร้านด้วยน้ำตาลมาฝาก...

วิธีแรก เริ่มด้วยการผ่ามะนาวเป็น 2 ซีก แล้วนำมาขัดที่รอยหยาบกร้านเบา ๆ หรือจะเปลี่ยนจากมะนาวเป็นมะขามเปียกก็ได้ แค่นี้รอยหยาบกร้านก็จะค่อย ๆ หายไป ควรทำสัปดาห์ละครั้ง หรือทุกครั้งที่มีเวลา และทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลดี

วิธีที่สอง คือ นำน้ำตาลทรายมาผสมกับเบบี้ออยล์ ทาที่ผิวหยาบกร้าน ทิ้งเอาไว้ 15 นาที หลังจากนั้นก็ใช้ใยบวบถูเป็นวงกลมเบา ๆ น้ำตาลจะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าออกส่วนน้ำมันจะให้ความชุ่มชื่นกับผิว เสร็จแล้วอย่าลืมทาครีมบำรุงผิว โดยเลือกที่เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง ทาเป็นประจำ

ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้
from kapook.com

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

สาว ๆ นักช้อป หิ้วของหนักระวังนิ้วพัง

ฤดูท่องเที่ยวเช่นนี้ สำหรับสาวขาช้อปเวลาออกทริป สถานที่หนึ่งซึ่งจะพลาดเสียไม่ได้ไม่ว่าจะไปมุมไหนของโลกนั่นคือ แหล่งช้อปปิ้ง หากไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับบ้านถือว่ายังไปไม่ถึง บางคนอาจช้อปเพลินจนหิ้วของพะรุงพะรัง ซึ่งการหิ้วของหนัก ๆ เป็นเวลานาน ๆ นั้น บางครั้งจะรู้สึกปวด อาจเป็นสัญญาณก่อให้เกิดอันตรายต่อมือและนิ้วมือของคุณได้

นพ.กวี ภัทราดูลย์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เฉพาะทางศัลยกรรมทางมือและจุลศัลยกรรม ศูนย์ศัลยกรรมทางมือ รพ.เวชธานี เตือนผู้ที่ใช้มือทำงานเป็นเวลานาน ๆ เช่น การหิ้วของหนัก หรือการใช้มือยึดหรือถืออะไรนานต่อเนื่อง เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกเจ็บปวดบริเวณโคนนิ้ว ขณะที่มีการงอ หรือเหยียดนิ้วมือ เมื่อถูกกดจะปวดมากขึ้น บางรายอาจถึงขั้นมีก้อนของการอักเสบเล็ก ๆ ที่เคลื่อนไหวตามเส้นเอ็น

ถ้าหากก้อนการอักเสบมีขนาดโตขึ้น จะทำให้การเคลื่อนไหวของเส้นเอ็นลำบากมาก ขึ้นจนกระทั่งนิ้วมือติดอยู่ในท่างอ ไม่สามารถเหยียดได้ชั่วคราว การเคลื่อนไหวของนิ้วมือลำบากมากขึ้นโดยเฉพาะในตอนเช้า หรือตื่นขึ้นมาจะพบว่านิ้วมืออยู่ในท่างอ เหยียดไม่ออก ต้องใช้มืออีกด้านกางนิ้วออกเพื่อปลดล็อก ถ้าคลำดูบริเวณโคนนิ้วจะพบก้อนที่ทำให้มีอาการเจ็บปวดร่วมด้วย โดยนิ้วที่มักพบบ่อยที่สุดในการเกิดอาการนี้ คือ นิ้วหัวแม่มือ เพราะเป็นนิ้วที่มีการเคลื่อนไหวเป็นเอกเทศมากที่สุด

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ในกรณีที่เกิดอาการดังกล่าว

1. ใช้หัวแม่มือ "กดและคลึง" จุดที่เจ็บตั้งแต่โคนนิ้วด้านใน บริเวณฝ่ามือตามแนวของกระดูกไล่เรื่อยขึ้นไป จนถึงปลายนิ้ว ใช้เวลาประมาณ 2 นาที

2. ให้ใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือ "กดและจิก" ลงไปตรงจุดที่เจ็บ เพื่อส่งพลังไปที่จุดเส้นประสาทโดยตรง ซึ่งผู้ป่วยบางรายจะรู้สึกเหมือนมีลมออกที่หูได้ ใช้เวลาประมาณ 30 วินาที

3. ใช้หัวแม่มือ "กดและนวด" ลงบนจุดที่เจ็บรวมทั้งจุดต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ บริเวณจุดที่เจ็บด้วย ประมาณ 20 ครั้ง

4. ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้จับนิ้วตรงบริเวณที่เจ็บ จากนั้น "ดึงหรือกระตุก" ให้นิ้วงอลงมาด้านล่าง ให้ดันหงายขึ้นไปด้านบนสลับกันไล่ตามข้อนิ้วทั้งสามข้อ

5. ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบที่บริเวณนิ้ว หรือข้อที่มีอาการเจ็บหรือมีปัญหานิ้วล็อก เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดลมให้ปลอดโปร่งไม่ติดขัด หรือแช่มือในน้ำอุ่น

6. ออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อ หรือ Stretching Exercise โดยการดัดนิ้วในท่ารำละคร อาจทำประมาณ 20-30 ครั้ง หรือบ่อยเท่าที่ต้องการ

แต่ถ้าหากลองปฐมพยาบาลดูแต่อาการยังไม่ดีขึ้น กลับมาจากทริปคงต้องพบหมอกันแล้ว การรักษามีหลายแบบขึ้นอยู่กับความรุนแรง และระยะเวลาของโรค หากเป็นระยะเริ่มต้นจะได้ยาลดการอักเสบ เพื่อลดการหนาตัวของปลอกหุ้มเส้นเอ็น และลดอาการปวด ซึ่งจะได้ผลดีในระยะแรกคือเมื่อมีอาการน้อยกว่า 1 เดือน และยังไม่มีการล็อกของนิ้วในท่างอ

ถ้าปวดมาก หรือรับประทานยาแล้วอาการยังไม่ดีเท่าที่ควร แพทย์จะพิจารณาฉีดยา เพื่อลดการอักเสบ ซึ่งโดยทั่วไปอาการปวดจะหายไปใน 2-3 วัน แต่ถ้าหากมีอาการของนิ้วล็อกบ่อย ๆ โดยมีอาการปวดร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ การรักษาโดยรับประทานยาหรือการฉีดยาอาจจะไม่ได้ผล แพทย์จะพิจารณาเรื่องการผ่าตัดแก้ไขให้เส้นเอ็นมีการเคลื่อนไหวกลับสู่ปกติ

การรักษาด้วยวิธีผ่าตัด สามารถทำได้โดยการฉีดยาเฉพาะที่ และเปิดขยายปลอกหุ้มเอ็นเพื่อให้การเคลื่อนไหวของเส้นเอ็นเป็นปกติ โดยขณะผ่าตัดคนไข้จะไม่มีความรู้สึกเจ็บ และยังสามารถเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้วโดยใช้เวลา 10-15 นาที คนไข้สามารถเคลื่อนไหวนิ้วมือได้ทันที โดยจะมีแผลเป็น 2-3 รอยเย็บ ซึ่งไม่ควรโดนน้ำจนกว่าจะตัดไหมแล้ว ประมาณ 10-14 วัน

ในระยะเวลาผ่าตัด คนไข้จะไม่มีการเกิดนิ้วล็อกเลย เนื่องจากปลอกหุ้มเอ็นได้ขยายมากขึ้น และเส้นเอ็นทำงานปกติ และกลับไปใช้งานมือและนิ้วได้ตามปกติหลังผ่าตัด

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่สามารถเลี่ยงการใช้งานมือมาก ๆ เป็นเวลานาน นพ.กวี มีคำแนะนำดี ๆ มาฝาก เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดอาการนิ้วล็อกได้ว่า หลังจากใช้งานมือเป็นเวลานาน ๆ ควรหยุดให้มือได้พักผ่อนบ้างเป็นระยะ ๆ ยืดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบ้างโดยดัดนิ้วท่ารำละคร เพราะต้องไม่ลืมว่า สาเหตุของอาการนิ้วล็อกมาจากการใช้งานที่ต่อเนื่องนั่นเอง
from kapook.com

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

5 วิธีป้องกันรองเท้ากัด

5 วิธีป้องกันรองเท้ากัด (Lisa)

ถ้าคุณต้องใส่รองเท้าส้นสูงไปงานเลี้ยงเป็นเวลานาน ๆ แล้วกลัวจะทำให้เท้าระบมเพราะโดนกัด ก็ลองใช้เคล็ดลับง่าย ๆ ในการป้องกันต่อไปนี้

1. ตับเล็บเท้าให้สั้นแล้วตะไบให้โค้งมน เล็บยาว ๆ อาจเข้าไปทิ่มในหัวรองเท้า เกิดรอยแตกจากแรงกด และทำให้นิ้วข้างเคียงเป็นแผลได้

2. ติดพลาสเตอร์ตรงด้านในรองเท้าช่วงที่ติดอยู่กับส้นเท้า เพื่อกันเอาไว้ก่อนในกรณีที่เกิดการเสียดสีมาก ๆ ก็อาจทำให้เกิดแผลพุพองได้

3. ใช้ตะไบขัดหนังด้าน ๆ ทางด้านนอกของนิ้วหัวแม่เท้า เพราะหนังด้าน ๆ นูน ๆ นั้นอาจทำให้เกิดแรงกด เมื่อสวมรองเท้าจนรู้สึกไม่สบาย หรือทำให้นิ้วเท้าดูผิดรูปได้

4.ถ้าคุณรู้ตัวว่าเท้าส่วนไหนจะเกิดการเสียดสีกับรองเท้า ก็ควรป้องกันไว้ซะก่อนด้วยการติดแผ่นกันรองเท้ากัดหรือพลาสเตอร์ไว้ในบริเวณนั้น

5. ลองสวมรองเท้าและ เดินไปรอบ ๆ ซัก 10 นาที เพื่อดูว่าเท้าจะเกิดการเคลื่อนไหวในรองเท้ายังไง จากนั้น ใช้แผ่นหนังบาง ๆ นิ่ม ๆ ปะติดในบริเวณที่เป็นปัญหาหรือมีช่องว่าง เพื่อช่วยให้เท้าเคลื่อนไหว ในรองเท้าได้อย่างมั่นคงขึ้น

from kapook.com

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

คนไทย จอประสาทตา เสื่อมก่อนวัย

ผิวคุณโดนทำร้าย ดวงตาก็โดนทำร้ายเช่นเดียวกัน แต่ละวันดวงตาต้องเจอสารพัดทั้ง แสงแดด ฝุ่นควัน ทำงานหน้าจอคอมพ์ ดวงตาต้องเกร็ง ตึงเครียด เหล่านี้เป็นตัวเร่งทำให้เกิดอนุมูลอิสระทำร้ายจอประสาทตาก่อนวัยอันควร





เราดูแลเอาใจใส่ผิวหน้าด้วยการทาครีมลดริ้วรอย ครีมกันแดด หลากหลายขั้นตอนเพื่อดูแลผิวหน้า และอีกหลายขั้นตอนเพื่อการควบคุมน้ำหนัก แล้วเคยดูแลสุขภาพตากันบ้างไหม



สาวๆรู้ไหมว่า อนุมุลอิสระ หรือ Free Radical ไม่ใช่แค่ทำร้ายผิวแต่ยังทำร้ายลึกถึงจอประสาทตา





มีการวิจัยพบว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ช่วยชะลอการเสื่อมของจอประสาทตาได้ เพราะในเบอร์รี่มีสารแอนโธไซยานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทำงานตรงต่อดวงตา พบมากในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่





ช่วยคลายความเหนื่อยล้าของดวงตา



ป้องกันเซลส์ตาไม่ให้ถูกทำร้ายจากอนุมูลอิสระ



ชะลอการเสื่อมของจอประสาทา



ช่วยในการมองเห็นในที่ๆมีแสงน้อย



ป้องกันการเกิดต้อกระจก



ช่วยในการไหลเวียนของเลือดในดวงตา ลดการเกิดเส้นเลือดฝอยที่ผิดปกติในจอตา สาเหตุที่ทำให้มองภาพไม่ชัดเจน





ดวงตาของเราต้องเจอสารพัดอย่าง ในแต่ละวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถป้องกันได้โดยเบอร์รี่ 7 ชนิด ดังนี้เลยจ๊ะ



เบอร์รี่ที่มีประโยชน์ต่อดวงตา





บิลเบอร์รี่ : ผลไม้สีน้ำเงินม่วง อุดมด้วยแอนโธไซยานิน ช่วยในการมองเห็น ป้องกันการเสื่อมของเลนส์ตาและจอประสาทตา





อะซาอิเบอร์รี่ : ถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกากลางและใต้แถบลุ่มน้ำอเมซอน มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงช่วยปกป้องเลนส์ตาและจอประสาทตา





แบลคเคอร์แรนต : ช่วยให้ตารับภาพในที่ๆมีแสงน้อยได้ดี เพราะเนื้อเยื่อในจอรับภาพจะใช้สารสีม่วงในแบลคเคอร์แรนตสังเคราะห์โรดอปซิน สารตัวสำคัญในการมองเห็น





แครนเบอร์รี่ : ช่วยบำรุงสุขภาพตา และยังมีผลงานวิจัยรับรองว่าช่วยป้องกันกระเพาะปัสวะอักเสบ





โช้คเบอร์รี่ : ช่วยปกป้องหลอดเลือด ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น




เอวเดอร์เบอร์รี่ : มีแอนโธไซยานินช่วยบำรุงดวงตา และยังมีประโยชน์ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน





สตรอเบอร์รี่ : ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์ประสาทตา

from mthai.com

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

ป้องกันรักแร้ดำ

รักแร้ดำคล้ำ เป็นปัญหาใกล้ ๆ ตัวที่ทำให้คุณกังวลใจ และไม่กล้าที่จะใส่เสื้อโชว์วงแขนสวย ๆ ได้ ใครที่กำลังพบกับปัญหานี้อยู่ วันนี้มีวิธีแก้มาฝากค่ะ

หลีกเลี่ยงการเช็ดถูแรง ๆ บริเวณผิวใต้วงแขน

หยุดใช้สารเคมีที่ทำให้เกิดการระคายเคืองหรือแพ้ เช่น ถ้าแพ้น้ำหอม ก็ควรเปลี่ยนไปใช้โรลออนชนิดที่ไม่มีสารสร้างกลิ่นหอมที่ระบุว่า "Fragrance-Free" โดยสังเกตส่วนประกอบสำคัญบนฉลาก หากมีชื่อสารที่แพ้ ควรหลีกเลี่ยงไปใช้ยาระงับกลิ่นแบบอื่นแทน

ถ้าเกิดอาการดำมากหรืออาการไม่ดีขึ้นให้ปรึกษาแพทย์ทันที

หันมาลองใช้สูตรสมุนไพรธรรมชาติ เพื่อช่วยให้ใต้วงแขนขาวเนียนดีกว่าสมุนไพรที่ทำให้วงแขนขาวเนียน

มะขาม แนะนำให้ใช้มะขามเปียกผสมกับน้ำผึ้งนิดหน่อยมาทาทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออก นอกจากจะทำให้ผิวขาวใสแล้ว ยังช่วยให้ผิวเนียนนุ่มได้อีก

มะนาว นำมะนาวมาถูรักแร้ทิ้งไว้ 2-3 นาที แล้วล้างออก ส่วนมะนาวที่เหลือยังใช้ถูตามข้อพับ หัวเข่า และข้อศอกที่ดำ ๆ ได้อีกด้วย

เกลือสปา ใช้เกลือขัดผิวถูเบา ๆ เน้นว่าเบา ๆ ไม่เช่นนั้นเกลืออาจจะบาดรักแร้เอาได้
from kapook.com