วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

ภัยสุขภาพสาวออฟฟิศ

มีนิสัยหลายอย่างที่สาว ๆ ออฟฟิศทำเป็นประจำโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจเป็นบ่อเกิดของโรคภัย อย่างเช่น 9 นิสัยต่อไปนี้

1.ไม่รักษาความสะอาดคอนแท็คท์เลนส์ ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน ก็ห้ามนอนหลับโดยไม่ถอดคอนแท็คท์เลนส์ นอกจากนี้ ไม่ควรใช้เกินระยะเวลาที่ระบุไว้ และควรเปลี่ยนตลับใส่ทุกเดือน เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค

2.หิ้วกระเป๋าหนักเกินไป การหิ้วกระเป๋าหนัก ๆ ทำให้ปวดไหล่ ปวดคอ ลามไปจนถึงศีรษะและปวดหลัง วิธีถือหรือสะพายกระเป๋าที่ถูกต้องคือ รักษาระดับของศีรษะและไหล่ไม่ให้เอียง

3.ไม่ใส่รองเท้าส้นสูงเกินไป การใส่ส้นสูงมาก ๆ เหมือนยืนเขย่งตลอดเวลา ทำให้เส้นเลือดขอด กล้ามเนื้อน่องทำงานหนัก ระหว่างนั่งทำงาน บริหารร่างกายอย่างง่ายได้โดยนั่งเก้าอี้ให้เต็มก้น เหยียดเข่าขึ้นพร้อมกระดกเท้าขึ้น-ลงเพื่อยืดน่องก็ทำให้หายเมื่อยได้

4.นั่งผิดท่า เมื่อกล้ามเนื้อเกร็งค้างอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนาน ๆ ส่งผลให้เกิดอาการไม่สบายตัว เมื่อยล้า ควรหมั่นสังเกตท่านั่งของตนเอง และเปลี่ยนอิริยาบถทุกครึ่งชั่วโมง ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลายบ้าง

5.ใช้ยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ยาแต่ละประเภทมีวิธีการใช้แตกต่างกัน ก่อนซื้อยาควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง และเลือกร้านที่มีเภสัชกรเพื่อสอบถามวิธีการใช้ยาที่ถูกต้อง และข้อควรระวังต่าง ๆ

6.กลั้นปัสสาวะ การปัสสาวะนอกจากขับของเสียออกจากร่างกาย ยังเป็นการชำระล้างเชื้อโรคที่ปนเปื้อนตามท่อปัสสาวะอีกด้วย การกลั้นปัสสาวะ โอกาสที่จะเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบจากเชื้อโรคที่ไม่ถูกชำระล้างก็มีมากขึ้น

7.ละเลยการตรวจร่างกาย การไปพบแพทย์เมื่อมีความผิดปกติทางร่างกายหรือมีอาการเจ็บป่วย ทำให้มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ เนื่องจากบางโรคกว่าจะแสดงอาการก็อยู่ในขั้นรุนแรงแล้ว หากมีสุขภาพแข็งแรง แนะนำให้พบอายุรแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดทุก 3 ปี

8.ไม่ใช้ไหมขัดฟัน เพื่อสุขภาพของอนามัยที่ดีของช่องปาก ควรแปรงฟันและใช้น้ำยาบ้วนปากร่วมกับไหมขัดฟัน

9.พักผ่อนไม่เพียงพอ การนอนหลับไม่เพียงพอนอกจากจะทำให้เบลอ หงุดหงิดง่าย ยังส่งผลต่อปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง อ้วน และภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ควรงดกาเฟอีนและบุหรี่ 6 ชั่วโมงก่อนนอน

from kapook.com

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

เคล็ดลับการบำรุงผิวหน้าด้วยผลไม้

เริ่มจาก นำมะละกอสุกบดละเอียดประมาณ 2 ช้อนชา พอกหน้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำเป็นประจำวันละครั้ง ผิวหน้าจะเนียนขึ้นและช่วยลดริ้วร้อย


โลชั่นน้ำผลไม้ นำน้ำแตงกวา น้ำมะเขือเทศ น้ำมะนาว และน้ำแตงโม อย่างละ 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากัน จากนั้นใช้สำลีแต้มส่วนผสมเช็ดเบาๆให้ทั่วใบหน้า เพื่อช่วยสมานผิวและกระชับรูขุมขนแทนการใช้โทนเนอร์







มอยส์เจอไรเซอร์น้ำผึ้ง ใช้น้ำผึ้งประมาณ 1 ช้อนชา อุ่นด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณครึ่งนาที จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็นแล้วทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จึงเช็ดออกแล้วล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น ผิวหน้าเนียนนุ่มขึ้น วิธีนี้ยังช่วยกำจัดสิวหัวดำอีกด้วย


สุดท้าย โลชั่นน้ำนมผสมเปลือกกล้วยหอม ใช้เปลือกกล้วยหอมสุก 1 ผล ล้างให้สะอาดแล้ว หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เติมน้ำนมสดลงไปประมาณครึ่งถ้วย บดให้ละเอียดเข้ากัน ใช้แทน โลชั่นสำหรับผิวแห้งหรือเกรียมแดด ทั้งยังช่วยขจัดฝุ่นละออง ที่คั่งค้างอยู่ตามผิวหน้า ด้วยโลชั่นน้ำนมเปลือกกล้วยนี้สามารถเก็บใส่ขวดแช่ในตู้เย็นเก็บไว้ใช้ได้


from kapook.com

29 สุดยอดอาหาร คงความอ่อนเยาว์

คงไม่มีผู้หญิงคนไหนปรารถนาที่จะมีตีนกาอยู่บนใบหน้าเป็นแน่ แต่เพราะตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เรื่องของริ้วรอยเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้!!

อยากให้ริ้วรอยลดเลือนลงไป แถมมีกระดูกที่แข็งแรง และมีพลังมากกว่านี้บ้างมั้ยล่ะ ลองเติมสุดยอดอาหารเหล่านี้ลงในเมนูของคุณดูสิ...

สดใสดูอ่อนกว่าวัย Stay looking young

เพียง แค่เลือกรับประทานอาหารที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เพียงอย่างน้อย 1 อย่าง เป็นประจำทุกวัน ก็จะช่วยให้เส้นผมดำขลับ เงางาม ผิวพรรณผุดผ่องและดวงตาเป็นประกาย

1. บลูเบอร์รี่ : จากผลการวิจัยพบว่า แอนโทไซยานิน (anthocyanin) สารเม็ด

สีในบลูเบอร์รี่ ช่วยในการมองเห็น ขอแนะนำให้คุณลอง ปั่นบลูเบอร์รี่รวมกับนมหรือโยเกิร์ตดู

2. พริกหยวก : ทั้งพริกแดง พริกเขียว และพริกเหลืองต่างมีสารแอนตี้ออกซิ

แดนท์ ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย น้ำฉ่ำๆ จากพริกหยวกยังจะช่วยให้สุขภาพ

เล็บแข็งแรง ลองนำพริกไปทำซัลซ่า โดยผสมเข้ากับมะเขือเทศ กระเทียม พริก

แดง แตงกว่า น้ำมันมะกอก และน้ำมะนาวดูสิ นอกจากจะได้ประโยชน์มหาศาล

จากเหล่าสุดยอดอาหารแล้ว ยังได้อร่อยกับเมนูเด็ดจากฝีมือของคุณเองอีก

3. กะหล่ำปลี : เห็นเขียวๆ ม่วงๆ อย่างนี้รู้มั้ยว่ากะหล่ำปลีนั้นอุดมไปด้วยวิตามิน

เอ, ซีและเบตาแคโรทีนที่จะช่วยในเรื่องของผิวพรรณ เพียงหั่นกะหล่ำปลีบางๆ

แล้วนำลงไปผัดกับขิงและกระเทียม เพียงเท่านี้ก็ได้อาหารมื้อค่ำสำหรับตัวคุณเองแล้ว

4. วอลนัท : ทองแดงในวอลนัทช่วยคงสภาพสีผมของคุณไม่ให้เปลี่ยนสีก่อนวัย

อันควร ลองโรยวอลนัทลงบนสลัดหรือโยเกิร์ตก็ไม่เลวนะ

5. แอปริคอท : สารเบตาแคโรทีนในแอปริคอทช่วยชะลอการเสื่อมถอยของ

เลนส์ตา ช่วยในการมองเห็นได้ดี ใส่แอปริคอทลงไปในสตูว์ไก่ ผสมกับขิงและ

อบเชยให้ได้กลิ่นอายแบบโมร็อคโค

6. อะโวคาโด : การรับประทานอะโวคาโดช่วยทำให้ผิวเรียบเนียน และปกป้อง

ผิวจากอันตรายที่เกิดจากแสงแดด เนื่องจากอะโวคาโดอุดมไปด้วยวิตามินอี บด

อะโวคาโดโรยหน้าโอ๊ตเค้กเป็นของทานเล่นดูก็ได้

7. สตรอเบอร์รี่ : วิตามินซีและ สารบางอย่างในสตรอเบอร์รี่ช่วยเพิ่มความแข็ง

แรงของผนังเส้นเลือดผลไม้สีแดงสดทรงเสน่ห์แบบนี้ เพียงแช่เย็นไว้จิ้มกินกับ

เกลือตอนนั่งดูทีวีก็เพลินดีไม่น้อย

8. เต้าหู้ : หยุดยั้งผิวที่ซีดและแห้งโดยการรับประทานอาหารอย่าง เต้าหู้ เพราะ

ในเต้าหู้มีสารที่จะช่วยคืนสภาพผิวและป้องกันรอยเหี่ยวย่น ลองผัดรวมกับผัก

กรอบๆ หรือทำเป็นต้มจืดเอาไว้ทานเป็นมื้อเย็นนอกจากจะช่วยคืนสภาพผิวแล้ว

ยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี

9. ข้าวโอ๊ต : เต็มไปด้วยเส้นใยที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งยังช่วยลด

อาการตึงเครียด จึงทำให้รอยเหี่ยวย่นน้อยลง เพียง โรยข้าวโอ๊ตลงบนมูสลี่ หรือ

นมอุ่นๆ ใส่น้ำตาลลงไปเล็กน้อยแค่นี้ก็ทานได้แล้ว กระชุ่มกระชวยเหมือนแรก

สาว Stay feeling young

10. กระเทียม : สมุนไพรกลิ่นแรงอย่างกระเทียมมีคุณสมบัติป้องกันแบคทีเรีย

ล้างพิษ และป้องกันไวรัสจากโรคภัยไข้เจ็บ ตั้งแต่ไข้หวัดไปจนถึงมะเร็ง อาหาร

ไทยส่วนใหญ่มีกระเทียมเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว

11. แครนเบอร์รี่ : ผลไม้มหัศจรรย์ช่วยต้านการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

จากงานวิจัยล่าสุดพบว่ายังช่วยป้องกันโรคเหงือก และแผลในช่องท้องได้ชะงัด

อีกด้วย อาจจะทำเป็นแยมไว้รับประทานกับขนมปังหรือทำเป็นซอสแครนเบอร์รี่

ไว้ทาไก่หรือเนื้อย่างก็มีประโยชน์ไม่แพ้กัน

12. ลินสีด : ช่วยลดอาการเจ็บตามข้อต่อ เพราะอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ที่ร่าง

กายใช้ในการสร้างฮอร์โมนที่มีคุณสมบัติป้องกันอาการอักเสบ ลองเติมลงในน้ำ

ปั่นหรือโรยหน้าสลัดดูก็ได้นะ

13. กีวี : วิตามินซีและสารอาหารบางอย่างในกีวีช่วยในการไหลเวียน

ของออกซิเจน ลดปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ เช่น โรคหืด หอบ หั่นกีวีเป็นลูก

เต๋าเสียบไม้กับมะม่วงหรือกล้วย ทาด้วยน้ำผึ้ง แล้วนำไปย่าง อาจจะได้รสชาติ

แปลกใหม่ที่น่าลิ้มลอง

14. ลูกพลัม : อุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยป้องกันการถูกทำลายของไขมันซึ่ง

เป็นส่วนประกอบสำคัญในเซลล์สมอง นำลูกพลัมไปเคี่ยวกับน้ำส้ม และโรยลงไป

บนมูสลี่ หรือจะกินเล่น เป็นขนมขบเคี้ยวก็ไม่มีใครว่า

15. กล้วย : เป็นแหล่งรวมของโพแทสเซียม นอกจากกล้วยจะช่วยในเรื่องของ

ระบบการย่อยอาหารแล้วยังช่วยลดอาการท้องผูก แค่ผสมเข้ากับนม น้ำผึ้ง และ

อัลมอนด์ ก็จะได้อาหารเช้าที่แสนอร่อย

16. ส้ม : การรับประทานส้มทั้งผลแทนการดื่มน้ำส้มจะช่วยให้ได้รับสารอาหาร

อย่างเต็มที่ มิหนำซ้ำวิตามินซีในส้มยังช่วยป้องกันและเยียวยาโรคหวัด นอกจาก

นี้กากของส้มยังช่วยในเรื่องของการขับถ่ายด้วย

17. ข้าวกล้อง : ฮอตฮิต อินเทรนด์กันอยู่พักใหญ่ เพราะอุดมไปด้วยแร่แมงกานีส

ที่จะช่วยให้พลังงานกับร่างกายโดยการให้โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต และยังช่วย

เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย ใครที่ไม่ชอบสีจัดจ้านของข้าวกล้องก็สามารถ

หุงข้าวกล้องรวมกับข้าวสวยได้

18. มะเขือม่วง : เปลือกของมะเขือม่วงอุดมไปด้วยนาซูนิน (nasunin) ซึ่งมี

คุณสมบัติช่วยปกป้องสมองของคุณจากการถูกทำลาย เพื่อคงความฉลาดหลัก

แหลมของคุณไว้ ลองนำมะเขือม่วงไปทำแกง หรือรับประทานกับข้าวกล้องก็

อร่อยไม่เบา

แข็งแรงได้ใจ Stay healthy!

จากการศึกษาพบว่า อะไรก็ตามที่คุณรับประทานเข้าไป มีโอกาสที่จะทำให้โรค

ภัยไข้เจ็บต่างๆ ดีขึ้นได้ เช่น โรคมะเร็ง หรือโรคหัวใจ เพื่อให้อัตราการเสี่ยงของ

คุณลดน้อยลง ลองอาหารพวกนี้ดูสิ

19. ลูกพรุน : โพแทสเซียมในลูกพรุนช่วยลดคอเรสเตอรอลในเลือดและลดระดับ

ความดันเลือด ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นต้นเหตุของการเกิดโรคหัวใจ เสิร์ฟคู่กับ

โยเกิร์ตหรือกินเล่นเป็นของว่างก็ดี

20. คะน้า : ช่วยให้ตับของคุณผลิตเอ็นไซม์ในการต่อต้านมะเร็ง เมื่อคุณเคี้ยว

คะน้า จากการวิจัยพบว่าสามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม

ได้ ฮืม...ม เลือกผัดคะน้าปลาเค็ม เป็นเมนูมื้อกลางวันดีกว่า (อ้อ อย่าลืม

ทุบกระเทียมลงไปด้วยนะ)

21. ผักโขม : คุณจะได้รับแคลเซียมจากผักโขม ในขณะเดียวกันก็มีแมกนีเซียม

ที่จะช่วยให้ร่างกายของคุณดูดซึมแคลเซียมได้ดี การรับประทานใบอ่อนของผัก

โขมในสลัด จะช่วยให้ป้องกันโรคกระดูกเปราะและหักง่ายเนื่องจากขาด

แคลเซียม

22. ราสเบอร์รี่ : จากผลการวิจัยพบว่าสารแอนตี้ออกซิเดนท์ในราสเบอร์รี่

สามารถยับยั้งการเกิดเนื้อร้ายได้ ลองนำราสเบอร์รี่ไปราดด้วยช็อกโกแลตเหลว

แล้วไปแช่เย็นดูสิ

23. ถั่วงอก : สารประกอบ ที่พบในถั่วงอก สามารถช่วยลดระดับไขมันในเส้น

เลือด นอกจากนี้ถั่วงอกยังประกอบด้วยสารอาหารในปริมาณสูง ซึ่งจะช่วยเรื่อง

โรคเล็กๆ น้อยๆ ของสตรีในวัยหมดประจำเดือนถั่วงอกผัดกับเต้าหู้ ทานกับข้าว

สวยร้อนๆ ก็อร่อยไม่เบา

24. บล็อคโคลี่ : การรับประทานบล็อคโคลี่เป็นประจำ จะช่วยลดอัตราเสี่ยงการ

เกิดโรคหัวใจได้ถึง20% และยังมีวิตามินซีที่ช่วยป้องกันการปวดกล้ามเนื้อ ปวด

ตามข้อ และโรคไขข้ออักเสบได้ด้วย ลวกใส่ในสลัด หรือผัดกับกุ้งสดก็ไม่เลว

25. บีทรูท : เนื้อของบีทรูทอุดมไปด้วยเบต้าไซยานิน ซึ่งเป็นสารต่อต้านมะเร็ง

รับประทานโดยการนำไปตุ๋นหรือย่าง

26. องุ่นแดง : จะช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดเลือดจับตัวเป็นก้อน และดักจับ

ไขมันในเลือดที่จะเป็นอันตรายต่อเส้นเลือดแดงของคุณ ใส่องุ่นแดงลงในสลัด

หรือดื่มไวน์แดงสักแก้วระหว่างมื้อค่ำ

27. ปลาที่มีไขมัน : แซลมอน หรือเนื้อปลาชนิดอื่นๆ ที่มีไขมันปนอยู่บ้างนั้น

สามารถช่วยปกป้องคุณจากโรคภัยไข้เจ็บมากมาย อีกทั้งโปรตีนในเนื้อปลายัง

ช่วยในเรื่องของสมอง ว่ากันว่าให้เด็กๆ กินปลาแล้วจะฉลาด ปลานึ่ง ปลาย่าง

ราดซอสอร่อยๆ ล้วนเป็นทางเลือกที่ดี

28. มะเขือเทศ : สารไลโคพีนี (lycopene) ในมะเขือเทศจะช่วยป้องกันการเกิด

มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่สำคัญช่วย

ให้ผิวสวยอย่าบอกใครเลยเชียวล่ะเลือกเอาเลยว่าคุณอยากจะใส่มะเขือเทศลงใน

อาหารอะไรบ้าง

29. หัวหอม : หัวหอมที่มีกลิ่นไม่หอมเหมือนชื่อนี้จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

ทั้งยังช่วยในการรักษาและป้องกันโรคเบาหวาน ซอยเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็กๆ

ใส่ในไข่เจียว หรือซอยใส่อาหารประเภทยำช่วยเพิ่มรสชาติได้ดีทีเดียว

from dekd.com

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

เคล็ดลับหน้าใสได้ด้วย "การล้างหน้า"

ล้างหน้ายังไงบ่อยแค่ไหนถึงจะดี >>> จริงๆ แล้วการล้างหน้านั้นทำเพียงวันละ 2 ครั้งก็เพียงพอค่ะ ล้างแค่ตอนตื่นนอนตอนเช้าและอาบน้ำตอนเย็นก็เพียงพอ ไม่ควรล้างหน้าบ่อยครั้งเกินไปเพราะจะทำให้ผิวหน้าแห้งลอกได้ แต่ถ้าผิวหน้าของสาวๆ สกปรกจริง ๆ เช่น หลังเล่นกีฬา หรือหลังจากกลับจากโรงเรียน ก็อาจจะเพิ่มการล้างหน้ารอบพิเศษอีกได้ค่ะ แต่สิ่งที่สาวๆ ควรระวังคือ อย่าใช้น้ำอุ่นหรือน้ำร้อนล้างหน้านะคะ เพราะจะทำให้ผิวแห้งและแลดูเหี่ยวๆ อีกต่างหาก นอกจากนี้วิธีการล้างหน้าที่ดีคือ สาวๆ แค่ลูบไล้แต่เบามือ ไม่เช็ด ไม่ถู ไม่อย่างนั้นผิวหน้าอาจจะถลอกได้นะคะ


เคล็ดลับหน้าใสได้ด้วย "การล้างหน้า" สิ่งที่สาวๆ มักจะเข้าใจผิดในเรื่องของการล้างหน้า >>> หลายคนอาจจะคิดว่าการขัดหน้าให้ชั้นผิวหนังเก่าลอกออกมานั้นจะทำให้ผิวหน้าขาวใส แต่จริงๆ แล้ว ชั้นผิวหนังเก่าหรือชั้นขี้ไคลก็คือ ชั้นหนังกำพร้าที่เกาะติดอยู่บนผิวหนังชั้นบนควบคู่ไปกับชั้นน้ำมันเคลือบผิว ทั้งขี้ไคลทั้งน้ำมันไม่ใช่สิ่งสกปรกอย่างที่หลายคนเข้าใจผิดนะคะ แต่ว่าเป็นเกราะที่คอยคุ้มครองปกป้องผิวหน้าจากฝุ่นละอองเชื้อโรคและสารเคมีไม่ให้ซึมผ่านลงไปทำร้ายผิวต่างหากค่ะ


ถ้าสาวๆ เช็ดถู ล้างหน้าจนเกลี้ยง ชั้นน้ำมัน ชั้นขี้ไคลก็ไม่เหลือ ผิวหน้าของสาวๆ ก็จะเหมือนขาดเกราะคุ้มกัน ขาดภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ลองสังเกตดูสิคะว่าคนที่ล้างหน้าบ่อยๆ หรือใช้น้ำยา ใช้โทนเนอร์เช็ดหน้า มักจะมีปัญหาผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย กลายเป็นผิวบอบบางหรือผิวแพ้ง่ายไปเลยล่ะค่ะ


แล้วถ้าเกิดอาการผิวแพ้ง่ายแล้วเราจะดูแลยังไง >>> วิธีแก้ผิวแพ้ง่ายก็ทำได้ไม่ยากเลยล่ะค่ะ แค่สาวๆ ยุ่งกับผิวให้น้อยที่สุด อาการผิวแพ้ง่ายก็จะหายไปเองค่ะ แต่ถ้าสาวๆ แต่งหน้า และเครื่องสำอางค์ที่ใช้ไม่ได้กันน้ำสาวๆ สามารถเลือกใช้สบู่เจลใสอ่อน ๆ ของเด็กได้นะคะ หรืออาจะเลือกประเภทที่ไม่มีฟอง ไม่มีน้ำหอมก็ได้นะคะจะได้ไม่ระคายเคือง ที่สำคัญเวลาล้างก็แค่เอาน้ำลูบไล้ ๆ เจลใสหรือโฟมที่ไม่มีฟองเหล่านี้เบาๆ ทั่วหน้าแล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าอย่างเบามือ




ส่วนหลังล้างหน้าก็ให้ซับเบาๆ ไม่เช็ด ไม่ถูผิว ผิวจะได้ไม่หยาบกร้านและไม่ต้องใช้โทนเนอร์เช็ดหน้าหรอกนะคะ หากล้างหน้าเสร็จแล้ว สาวๆ ยังรู้สึกลื่นๆ เหมือนล้างหน้าไม่เกลี้ยง ให้สาวๆ ซับหน้าเบาๆ ด้วยผ้าขนหนู แค่นี้ก็สะอาดแล้วล่ะค่ะ


from dekd.com

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2553

toeic

หลายๆบริษัท มักจะใช้ข้อสอบโทอิก
เปนการวัดความสามารถด้านภาษาอังกิดของพนักงาน

ศูนสอบที่กรุงเทพ ก้อยุแถวอโศก
ตึกข้างๆ ตึกแกรมมี่น่ะเอง

ทำไมไม่เหนเจอดาราบ้างเลย ฮ่าๆๆ
ข้อสอบเหมือนจะไม่ยากนะ
แต่ว่าทำไม่ได้ เดาเยอะเลย
ไม่ได้เตรียมตัวไปสอบ ก็ยังงี้แหละ
ครั้งแรก จำไว้

เค้าน่าจะทำกระดาษข้อสอบเปนกระดาษ กรีนรีดนะ
ปวดตา ชะมัดเลย พอทำไปเรื่อยๆ

สุดท้าย ก้ผ่านมันไป

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2553

ผู้หญิงกับลิปสติก

ไม่มีเมกอัพชิ้นใดเป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงได้เหมือนลิปสติก

ผู้หญิงตะวันตกอายุระหว่าง 20 - 35 ปี 97 คนใน 100 คนจะทาลิปสติก และผู้หญิงพอได้ลองทาลิปสติกร้อยทั้งร้อย เธอมีลิปสติกมากว่า 1 สี เป็นอะไรที่สีเดียวไม่เคยเพียงพอ 60 เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงตะวันตกจะมีลิปสติกมากกว่า 10 แท่ง แสดงว่ามีเสน่ห์อะไรบางอยางซ่อนอยู่ในลิปสติก

คุณยังจำความรู้สึกแรกที่เข้าไปขโมยลิปสติกแม่มาหาได้ไหม แม้คุณจะหัดทาลิปสติกตั้งแต่อายุไม่ชน 10 ขวบ แต่นั่นเด็ก ๆ จูบเด็กจูบผู้ใหญ่เหมือนกันที่ไหน ผู้หญิงเต็มสาวทาลิปสติกนี่คนละเรื่องกับเด็กทาเลยนะ เทคนิคของผู้หญิงสาวแล้วนี่มีเยอะมาก

ริมฝีปากนุ่ม

เริ่มจากริมฝีปากนุ่มๆ อื่นๆ ลงเพียงลิปกลอสเซ็กซี่แล้ว ผู้หญิงริมฝีปากสวยๆ เธอลงลิปบาล์ม ลิปมันหรือวาสลีนอย่างใดอย่างหนึ่งวันละหลายรอบ ทุก 2 ชั่วโมงก็ว่าได้ เพื่อให้ริมฝีปากอิ่มชุ่มชื้นอยู่เสมอ ผู้หญิงปากแห้ง ชวนให้เศร้ามากกว่าชวนให้ใครมารัก

และถ้าคุณไม่คิดจะซื้อซีรั่มบำรุงริมฝีปาก ให้ใช้ครีมบำรุงผิวเนื้อข้นๆ คลึงริมฝีปาดก่อนเข้านอน เพราะถ้าคลึงกลางวัน คุณอาจเลียกินหมด แต่ตกกลางคืน นี่เป็นวิธีกระตุ้นริมฝีปากอิ่มเนียนที่ได้ผลมาก

ริมฝีปากเนียน

ขัดริมฝีปากสองอาทิตย์ครั้ง (แต่ถ้าคุณมีปัญหาปากเปื่อย ปากนกกระจอก ก็ข้ามไปได้เลย อย่าคิดถึง ด้วยการนวดวาสลีน ปิโตรเสี่ยม เจลลี่ให้ทั่วริมฝีปาก ใช้แปรงสีฟัน เด็กขนอ่อนนุ่มสุดๆ ขัดทั้งแห้งๆ เบาๆ หรือจะใช้ผ้าขนหนูขึ้นน้ำขัดวนเบาๆ ที่ริมฝีปากให้ทั่วๆ ก็ได้

ริมฝีปากอวบอิ่ม

นางแบบที่ริมฝีปากซีดเซียวเมกอัพอาร์ทิสต์จะสั่งให้เธอใช้วาสลีนริมฝีปากและใช้ปลายนิ้วบีบผิวริมฝีปากเบาๆ สัก 5 นาที เพื่อให้ริมฝีปากตึงและอวบอิ่มขึ้นก่อน แล้วจึงค่อยบรรจงทาสีลิปสติก

ริมฝีปากอินโนเซนต์

ให้ลงลิปกลอสถ้าต้องการริมฝีปากที่ดูสุขภาพดี ใสๆ

• เริ่มจากใช้ดินสอเขียนขอบปากสีใกล้เคียงกับสิริมฝีปากตามธรรมชาติ เขียนที่เส้นขอบปาก (อย่ากดดินสอให้เป็นเส้นหัก เพียงขีดให้เป็นเส้นต่อเนื่องตามแนวขอบปาก)

• จากนั้นใช้ด้านข้างของเนื้อดินสอเติมริมฝีปากให้เต็มแล้วใช้ก้านสำลีแตะริมฝีปากเบาๆ เพื่อให้เนื้อดินสอกลมกลืน

• สุดท้าย ใช้ปลายนิ้วแตะลิปกลอสเนื้อสีใสๆ ลงกึ่งกลางริมฝีปากล่าง แล้วแม้ริมฝีปากเข้าหากัน

ริมฝีปากเซ็กซี่

เลือกลิปสติกเนื้อครีมหรือเนื้อด้าน (Matt) สีสันจัดจ้าจะให้ลุคที่เซ็กซี่กว่าลิปกลอสหรือลิปสติกสีโปร่งๆ ใสๆ

• เริ่มจากใช้ดินสอวาดขอบปากและเกลี่ยเนื้อดินสอให้เนียนทั่วริมฝีปาก ไม่ควรวาดแนวกระจับริมฝีปากให้แหลมนักจะทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติ ผ่อนริมฝีปากขณะวาดและกดปลายดินสอกับหลังมือก่อนวาด เพื่อเส้นที่วาดจะได้ไม่ดูแข็งและคมจนเกินไป

• ใช้พู่กันเติมลิปสติกสีสันจัดจ้าให้ทั่ว

• ลอกกระดาษทิชชู 1 แผ่นบางๆ กดซับที่ริมฝีปาก จากนั้นลงลิปสติกทับอีกครั้ง

ความลับของดินสอเขียนขอบปาก

เหตุผล 3 ประการที่ช่างแต่งหน้าขาดดินสอเขียนขอบปากหรือลิปไลเนอร์ไม่ได้ก็คือ

ประการที่ 1 แค่ใช้ลิปไลเนอร์วาดรูปปากให้ปริ่มเส้นขอบปากตามธรรมชาติ ริมฝีปากก็ดูอิ่มเต็มขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ ริมฝีปากอิ่มๆ สื่อถึงความอ่อนเยาว์

ประการที่ 2 การใช้ลิปไลเนอร์วาดเส้นขอบปากแล้ว ลงให้ทั่วริมฝีปากก่อนใช้พู่กันลงลิปสติกสีที่ชอบ ช่วยให้สีลิปสติกติดทนและเนื้อลิปสติกไม่เปลี่ยนนานขึ้น 2-3 เท่าตัว

ประการที่ 3 แค่คุณเปลี่ยนรูปเส้นขอบปาก บุคลิกคุณจะดูแปลกไป และการเปลี่ยนสุดของเส้นริมฝีปากต้องอาศัยดินสอเขียนขอบปาก

ไม่เชื่อ คุณลองใช้ลิปไลเนอร์วาดเส้นจากขอบด้านในริมฝีปากบนให้ออกเป็นแนวโค้งช่วงรอยกระจับเยอะๆ อิ่มๆ แล้ววาดเส้นริมฝีปากล่างจากขอบด้านในให้บรรจบตรงกลางในลักษณะเส้นโค้ง ใช้พู่กันเติมลิปสติกเนื้อครึมให้เต็มริมฝีปากจะดูอิ่มคล้ายกุหลาบตูม แตกต่างจากวาดเส้นตามแนวริมฝีปากธรรมดาหรือวาดเส้นชิดขอบปากด้านในริมฝีปากจะดูเล็กกว่าวาดเส้นชิดขอบปากด้านนอก

from kapook.com

วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553

ทำความสะอาดอุปกรณ์แต่งหน้า

เริ่มจากเอาฝุ่นแป้งออกจากแปรงแต่งหน้าให้ได้มากที่สุด หากเป็นแปรงทาลิปสติกให้ใช้กระดาษทิสชูเช็ดคราบลิปสติกออกจากขนแปรงก่อน จากนั้นนำแปรงลงล้างในน้ำสบู่ที่ผสมกับน้ำอุ่น

โดยบีบขนแปรงไปด้วย เพื่อให้ฝุ่นแป้งหลุดออกจากแปรง แนะว่าไม่ควรแช่แปรงทิ้งไว้ในน้ำนาน ๆ เพราะน้ำอาจซึมเข้าไปในปลอกทำให้แปรงอับชื้น เสร็จแล้วนำแปรงมาล้างซ้ำด้วยน้ำสะอาด จนน้ำสบู่ออกหมด บีบน้ำออกจากขนแปรง และสะบัดแปรงเพื่อให้สะเด็ดน้ำ สุดท้ายนำแปรงไปผึ่งให้แห้ง

from kapook.com